เหตุผลทำไมค้างคาวถึงห้อยหัวลงตลอดวัน

ค้างคาว เป็นสัตว์ที่มีความแปลกประหลาดในสายตาของเรา โดยเฉพาะท่านอนของพวกมัน ที่ชอบห้อยหัวอยู่ตามเพดานถ้ำ ซึ่งดูเหมือนว่าพวกมันจะมีความสุขที่ได้นอนกลับหัวกลับหางเสียเหลือเกิน แต่สาเหตุที่พวกมันอยู่ในท่ากลับหัวหรือห้อยหัวลงมานั้นมันมีเหตุผลอยู่ เนื่องจากโครงสร้างร่างกายของค้างคาวตามธรรมชาตินั้น ไม่สามารถที่จะดีดตัวจากพื้นดินขึ้นสู่อากาสได้เหมือนกับนก เพราะปีกของค้างคาวไม่มีพลังงานพอที่จะยกตัวขึ้นเหมือนกับเฮลิคอปเตอร์ อีกอย่างพวกมันมีขาที่สั้น ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้เร็วพอที่จะบินขึ้นไปในอากาศ ทำให้พวกมันไม่มีตัวเลือกนอกจากเกาะห้อยหัวอยู่ตามที่สูง เมื่อจะเคลื่อนที่ไปไหน ก็แค่ปล่อยทิ้งตัวลงมาตามแรงโน้มถ่วง และกระเพือปีกบินได้ในทันที

ส่วนที่ว่าทำไมค้างคาวจะต้องห้อยหัวในขณะที่นอนหลับนั้น เพราะว่าเป็นเรื่องของการอยู่รอด พวกมันจำเป็นต้องมีความไวในการหลบหนี การที่ห้อยหัวพร้อมบินตลอดเวลา นั่นหมายความว่าเป็นการเตรียมพร้อมรับมือการสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ดีในการหลบนักล่าและอันตรายต่างๆ  (อย่างเช่นมนุษย์ หรือเหยี่ยว)

ซึ่งเป็นที่ปลอดภัยในการพักผ่อนในยามจำเป็นของพวกมัน การห้อยหัวแบบนี้ แน่นอนว่ามีสัตว์ไม่กี่ชนิดที่จะมองเห็น หรือถ้าเห็นก็ไม่อาจจะเอื้อมไปถึง ในขณะที่หลายคนคิดว่าพวกมันมักจะมีต้องแย่งถิ่นฐานกับสัตว์ปีกอย่างนก แต่จริงๆ แล้วไม่เลย ส่วนใหญ่แล้วค้างคาวจะตั้งถิ่นฐานในลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งเป็นที่ๆ นก หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ไม่สามารถจะอยู่อาศัยได้

ในขณะที่มนุษย์เมื่ออยู่ในท่าทางที่กลับหัว หรือห้อยหัวลงเป็นระยะเวลาไม่กี่นาที ก็อาจจะทำให้เลือดในร่างกายไหลไปรวมที่สมอง ซึ่งมันเป็นปัญหาแน่ๆ ถ้าอยู่ในลักษณะนี้ต่อไป ลองจินตนาการว่าห้อยหัวนอนแบบค้างคาวทั้งคืนดูสิ การที่พวกมันไม่มีปัญหาเหมือนกับมนุษย์เรา ก็เพราะว่าค้างคาวมีวิวัฒนาการที่แตกต่างจากมนุษย์ ทำให้มีลักษณะพิเศษแตกต่างกันตามพันธุ์กรรม เมื่อพวกมันเข้านอนจะปล่อยให้ร่างกายอยู่ในภาวะผ่อนคลาย ไม่เหมือนกับมนุษย์ที่ร่างกายยังคงเชื่อมต่อกับระบบกล้ามเนื้ออยู่ตลอดเวลา หลังจากที่ค้างคาวอยู่ในโหมดผ่อนคลาย จะถ่ายน้ำหนักผ่านเส้นเอ็นไปยังกรงเล็บ น้ำหนักทำให้กรงเล็บเกาะแน่นอยู่กับที่ และมันจะยังคงอยู่อย่างนั้นต่อไป ถึงแม้ว่าพวกมันจะตายในขณะที่ห้อยหัวก็จะไม่ตกลงมา หากไม่มีใคร หรืออะไรไปเขย่าให้มันตกลงมาจากที่สูงนั่นเอง

ตำนานและความเข้าใจผิดกับค้างคาวกันมาตลอด

ในขณะที่คนโบราณส่วนใหญ่หยิบยกเรื่องของค้างคาว มาทำเป็นตำนานในอารยธรรมของมนุษย์ อย่าเช่นในตำนานแดรกคิวลา จนกลายเป็นเรื่องราวเล่าขานสืบต่อกันนานนับร้อยนับพันปี จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการดัดแปลงมาทำเป็นภาพยนต์สยองขวัญ ทำให้ภาพลักษณ์ของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อค้างคาวว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและมี อันตราย แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกมันห่างไกลการเป็นศัตรูอย่างมาก ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ พวกมันเป็นมิตรกับมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตสำคัญในระบบนิเวศวิทยาทั่วโลก ดอกไม้มากมายที่จำเป็นต้องให้ค้างคาวมาช่วยผสมเกสรดอกไม้ให้ รวมถึงยังช่วยกระจายเมล็ดพันธ์ไปตามสถานที่ต่างๆ ส่วนข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นตัวควบคุมศัตรูพืชด้วยการกินแมลง นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังใช้จำนวนประชากรของค้าวคาว ในการบ่งชี้ความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในพื้นที่ได้อีกด้วย

พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พิเศษ บางคนอาจมองว่ามันสง่างาม แต่ส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นหนูบินได้ แต่ถ้าเอามาเปรียบทางด้านพันธุกรรมแล้ว เจ้าหนูบินได้ หรือค้างคาวของเรามีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่าหนูเยอะเลย พวกมันจะออกลูกได้ปีละ 1 ตัว โดยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 30 ปี ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้ แถมยังบินด้วยความเร็วสูงจนน่าเหลือเชื่อ ในการเดินบินของพวกมันนั้น จะแทบไม่ได้ใช้ดวงตาในการมองเลย แต่เป็นการใช้สิ่งที่เรียกว่าคลื่นโซน่า ซึ่งเป็นการส่งคลื่นความถี่สูงออกไป (สูงเกินกว่าที่มนุษย์จะได้ยินได้) และเมื่อคลื่นเหล่านี้กระทบกับวัตถุ พวกมันจะกระดอนกลับหามาตัว ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ค้างคาวสามารถรวมรวบข้อมูลที่จำเป็นได้เช่น ตำแหน่งของวัตถุ ลักษณะพื้นที่ การเลื่อนไหว โดยกระบวนการนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้พวกมันเป็นนักล่ากลางคืนที่น่ากลัวที่สุดของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก อย่างแมลง ถ้าเราอยากรู้ว่าคลื่นโซน่าของมันทำงานอย่างไร ก็ให้นึกว่าพวกมันสามารถจำลองภาพสามมิติรอบตัวมันได้ แถมยังอัพเดตตลอดเวลาอีกด้วย

ดังนั้นวลีที่ว่า “ตาบอดเหมือนค้างคาว” จึงไม่เป็นจริงอีกต่อไป เพราะว่าพวกมันมีความสามารถในการมองเห็นกว่าดวงตาของมนุษย์หลายเท่าด้วยการ ใช้คลื่นโซน่า ทำให้พวกมันหากินในตอนกลางคืนได้แบบสบายๆ ขนาดสายพันธุ์ทีเล็กสุด ขนาดลำตัวประมาณ 3.5 ถึง 5 เซนติเมตร สามารถจับแมลงขนาดเล็กได้ถึง 3,000 ตัวในคืนเดียว นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์สงวนที่คุณจะหาดูไม่ได้ตามสวนหลังบ้านของคุณกว่า 18 ชนิด ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธ์

คุณสมบัติโครงสร้างของค้างคาว

ค้างคาว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกับสัตว์เลี้ยงของเรา แต่พวกมันมีเส้นขนตามตัว และมีอุณภูมิเลือดที่อุ่น เมื่อพวกมันยังแบเบาะ ค้างคาวตัวเกมจะป้อนนมพวกมันเป็นเวลากว่าสัปดาห์ เพื่อให้มันแข็งแรงพอจะอยู่รอดได้บนโลก ซึ่งน่าอัศจรรย์มากที่ค้างคาวเหล่านี้ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียว ที่มีความสามารถในการบินได้เหมือนกับนก (สมัยก่อนอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่อาจสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา) โครงสร้างปีกของมันมีกระดูกอยู่ทั่วไปหมด ทำหน้าที่เหมือนกับแขน และมือของมนุษย์ โดยทั่วไปแล้วค้างคาวมีอยู่หลายร้อยสายพันธ์ แต่ที่พบเห็นส่วนใหญ่มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 17 สายพันธุ์ มีตั้งแต่ขนาดตัวเล็กเท่าฝ่ามือ จนถึงขนาดใหญ่โต บางสายพันธุ์มีขนาดตัวยาวเพียง 4 เซนติเมตร และหนัก 5 กรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นน้ำหนักที่น้อยกว่าเหรียญเสียอีก ส่วนค้างคาวขนาดใหญ่นั้น จะมีน้ำหนักอยู่ที่ราวๆ 40 กรัมโดยประมาณ อย่างในแถบเอเชียที่มีค้างคาว “Javanese flying fox” เป็นจำพวกที่กินผลไม้และเมื่อกางปีกออก จะมีความยาวรวม 2 เมตร ทำให้มันครองตำแหน่งค้างคาวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

อาหารการกินของพวกมันส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นจำพวกแมลง และบางครั้งก็เป็นผลไม้ แต่โดยรวมแล้วพวกมันแต่ละชนิดจะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป พวกมันมีความเป็นนักล่าสูง ชอบบินไล่ล่าเหยื่อกลางอากาศ และพวกมันมักจะมาห้อยหัวกินอาหารที่พวกมันล่ามาได้ ด้วยการบินเผาพลาญพลังงานพวกมันในแต่ละวัน ทำให้ต้องกินอาหารเพิ่มขึ้น จึงไม่แปลกใจที่พวกค้างคาวเหล่านี้จะกินได้ทั้งวันเพื่อให้ได้พลังงานเพียง พอ ขนาดตัวเล็กยังกินแมลงได้ถึง 3000 ตัวต่อคืนเลยทีเดียว

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกมันหาอาหารไม่ได้ล่ะ แน่นอนว่ามันจะไม่อดตาย เพียงแต่จะพยายามเคลื่อนที่ให้น้อยที่สุด หรือที่เรียกว่าเข้าจำศีลเพื่อสงวนพลังงานส่วนใหญ่ไว้ให้ร่างกาย และมีบ่อยครั้งที่พวกมันมีอันตรายต่อสังคมมนุษย์ หลายชนิดทั่วโลกมักจะกินได้ทั้งผลไม้ ปลา กบ เลือด หรือแม้กระทั่งพวกเดียวกัน

ส่วนเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่เมื่อคุณไปเยือนถิ่นของค้างคาว มักจะพบว่าพวกมันเกาะอยู่บนที่สูง และห้อยหัวลงมา หลายคนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของมัน แต่จริงๆ แล้วที่มันทำก็เพราะว่าความสะดวกในการเคลื่อนที่ เมื่อพวกมันจะบินออกไป ก็แค่ปล่อยตัวลงกลางอากาศ และออกบินได้ทันที ในขณะที่ถ้าเป็นสัตว์ปีกทั่วๆ ไป ที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ หรืออยู่บนพื้นดิน จะต้องใช้พลังงานในการยกตัวมากกว่านั่นเอง จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมค้างคาวจึงห้อยหัวลงมา

ความเชื่อว่าค้างคาวแวมไพร์กินเลือดเป็นอาหารจริงหรือไม่

ค้างคาว เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกนำไปอ้างอิงตามตำนานแวมไพร์ ในแถบประเทศตะวันตกมานานหลายร้อยปี แต่มีเพียง 3 สายพันธุ์หลักจากทั้งหมด 1,100 สายพันธุ์ ที่ชื่นชอบในการกินเลือดเป็นอาหาร โดยเรียกค้างคาวกลุ่มนี้ว่า “ค้างคาวแวมไพร์” โดยพวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่กินเลือดเป็นอาหาร ซึ่งการกินเลือดของมันทำให้พวกมันมีถูกมองน่ากลัว และเป็นอันตรายต่อมนุษย์ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สายพันธุ์แล้วค้างคาวแวมไพร์ประกอบไปด้วย Desmodus rotundus, Diphylla ecaudata และ Diaemus youngi มีถิ่นอาศัยอยู่ในส่วนต่างๆ ของอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ เลือดที่เป็นอาหารของพวกมันหาได้จากการออกจู่โจมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างสมเสร็จ จนถึงม้า และบางครั้งก็มนุษย์ ส่วนใหญ่ที่ไหนทำปศุสัตว์ ก็มีโอกาสจะเจอพวกมันมากกว่าที่อื่น ในขณะเดียวกันสายพันธุ์อื่นก็ชื่นชอบเลือดนก อย่าง Diaemus youngi ที่กินได้ทั้งเลือดนก และสัตว์ชนิดอื่นๆ

เมื่อพวกค้างคาวออกล่าเหยื่อ มันจะบินเข้าจู่โจมเป้าหมายด้วยฟันอันแหลมคมของมัน ด้วยการกัดตามตัวของเหยื่อ เมื่อปากแผลกว้างพอที่จะให้เลือดออกมากปริมาณหนึ่ง จากนั้นก็จะเข้าไปเลียเลือดของเหยื่อ โดยจะเก็บไว้ในปากที่มีความพิเศษ ที่ผลิตโปรตีนที่เรียกว่า Plasminogen ช่วยยับยั้งการแข็งตัวของเลือดที่เพิ่งเก็บมาได้

เพื่อให้มันอยู่ในสภาพของเหลวในขณะที่พวกมันกำลังกินอยู่ เพื่อสร้างพลังงานที่ร่างกายต้องการ ค้างคาวแวมไพร์จะต้องดูดเลือด 1 ออนซ์ในทุกๆ มื้อ หมายความว่าต้องกินตามน้ำหนักครึ่งหนึ่งของตัวเองในช่วงระยะเวลากินแต่ละ ช่วง 20 ถึง 30 นาที ด้วยกระเพาะที่พิเศษช่วยดูดซึมสารอาหารต่างๆ ในเลือด และส่งไปยังไตเพื่อขับถ่ายของเสียออกมา หลังจากไม่กี่นาทีที่ได้กินอาหารเข้าไป

ทั้งสามสายพันธุ์ ถูกจัดเป็นค้างคาวที่มีความว่องไวสูงกว่าพวก และมักจะหากินได้ทั้งในพื้นดิน และอากาศ ด้วยน้ำหนัก และขาที่ใหญ่ของมัน ทำให้เคลื่อนที่ได้คล่องแคล่วกว่าชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ พวกมันยังเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสายพันธุ์ที่ช่วยเหลือซึ่งกัน ในขณะที่ตัวแม่จะต้องหาอาหารมาให้ลูก จนกระทั่งลูกแข็งแรงพอที่จะออกหาอาหารได้ด้วยตนเอง หากว่าไม่สามารถหาเลือดได้ภายในคืนนั้น ตัวอื่นๆ ที่เหลือในกลุ่มก็อาจจะแบ่งปันอาหารที่พวกมันหามาได้ ซึ่งจะตัวที่ได้รับจะต้องหามาตอบแทนคืนในอนาคต หากไม่ทำตามโดยการกินอาหารที่เพื่อนแบ่งโดยไม่คืนกลับไป เมื่อมันขาดแคลนก็อาจจะไม่มีใครช่วยเหลือ หรือแบ่งปันให้กับมันเลย ถือว่าเป็นสังคมที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์เลยทีเดียว

ค้างคาวทอดเสี่ยงสารพัดโรคทั้งอีโบลา-เมอร์ส

ค้างคาว ในสายตาของพวกเราแล้ว ถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่มีความน่ากลัวไม่แพ้กับแมงมุม หรือแม้แต่งูเลย ถ้าเราเกิดไปเจอคนหลงรักพวกมันเข้า สิ่งที่พวกเขาจะบอกพวกคุณก็คือพวกมันเป็นสัตว์ที่ไม่เป็นอันตราย และไม่ก้าวร้าวต่อมนุษย์ แต่แน่นอนว่าเรารู้กันดีว่ามันเป็นพาหะนำเชื้อพิษสุนัขบ้า เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นๆ แม้แต่สัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเราอย่างน้องหมา และแมวก็ยังเป็นพาหะเช่นเดียวกัน ความเชื่อเรื่องที่พวกมันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของพวกผี หรือปีศาจนั้น เริ่มมาตั้งแต่ช่วงยุคกลาง และมาจนถึงทุกวันนี้มันก็กลายเป็นตำรวจของผีดูดเลือด “แดรคคิวล่า” มันอาจจะไม่น่ารักสำหรับเราทุกคน แต่ในสายตาของธรรมชาติแล้ว พวกมันไม่ต่างอะไรจากผึ้งที่ช่วยผสมเกสรให้แก่ดอกไม้ ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งกับมันก่อน ค้างคาวเหล่านี้ก็จะอยู่เฉย

แต่อาจใช้ไม่ได้กับบางสายพันธ์ เพราะบนโลกของเรามีค้างคาวมากกว่า 1,100 สายพันธุ์ที่มีนิสัยแตกต่างกัน โดยเฉพาะสายพันธุ์แวมไพร์ที่ชอบดูดเลือด แต่มันไม่ได้หาเจอกันง่ายๆ แถวหลังบ้านพวกเรา ส่วนทีเป็นอันตรายจริงๆ ไม่ได้เกิดจากการจู่โจมของพวกค้างค้าว แต่เป็นโรคที่พวกมันนำมาต่างหาก แทนที่คนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว บางกลุ่มกลับนิยมชมชอบการกินค้างคาวทอดเป็นอย่างมาก จากผลงานวิจัยของนานาชาติ ชี้ว่า ค้างคาว มีเชื้อไวรัสมฤตยู SARS ที่เคยระบาดทางตอนใต้ของประเทศจีนในปี 2002 ทำให้มีคนตาย 700 คน และล้มป่วยกว่าหลายพันคน โดยปกติแล้ว เชื้อไวรัส SARS จะพบในกลุ่มจำพวกอีเห็น แต่หลังจากที่ได้จับค้างคาวมาทดลองจึงพบว่าพวกมันมีเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน และกำลังแพร่ระบาดไปยังทั่วโลก

ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ว่าทำไมเราไม่ควรเอามันไปทอดกิน เพราะนอกจากไวรัส SARS แล้ว ในบางสายพันธุ์ยังอย่างค้างคาวผลไม้ พวกมันถูกมองว่าเป็นตัวนำเชื้อไวรัสอีโบลส และมาร์บวร์ก เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าเป็นในเกาะกวมพวกมันเหล่านี้ ยังถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบาดในปี 1970 โดยเฉพาะโรคพาร์กินสัน ในขณะเดียวพวกมันยังเป็นอาหารโปรดคนผู้คนในเกาะกวม บนเกาะของพวกเขามีอาหารแปลกๆ และอันตรายหลายชนิด โดยเฉพาะต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ให้ผลที่มีสีสันสดใส แต่ประกอบไปด้วยสารพิษต่อระบบประสาท ชาวบ้านในพื้นที่ชอบหาเมล็ดพวกมันมากินกันด้วยการล้างให้สะอาดเสียก่อน แต่สำหรับค้างคาวเป็นสัตว์ที่ไม่เลือกกิน พวกมันกินผลไม้จนเก็บสารพิษไว้ในตัวมากมาย จนกระทั่งคนในเกาะก็กินมันอีกที จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย

ค้างคาวนกมีหูหนูมีปีกในยามค่ำคืน

นกมีหู หนูมีปีก ถ้าเป็นคนสมัยยุค 90 คงจะรู้ว่าเป็นสัตว์ประเภทไหนเพราะเมื่อก่อนระบบนิเวศจะดีกว่าปัจจุบัน และเห็นสัตว์ชนิดนี้ค่อนข้างบ่อย ซึ่งเรามักจะเห็นเป็นฝูง ใช้ชีวิตกลางคืน พักผ่อนช่วงกลางวันสัตว์ชนิดนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ค้างคาวนั้นเอง ค้างคาวเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม มีขนอยู่เต็มตัว ปีกของมันจะเป็นพังผืดบางๆ ที่ขึงกับนิ้วหัวแม่มือจากขาหน้ายาวไปถึงขาหลัง กรงเล็บแหลมคมโค้งยาวเหมือนเหยี่ยวมีไว้เพื่อสำหรับเกาะในที่ต่างๆ เพื่อพักผ่อน ใบหน้ามีลักษณะบ้างก็ว่าคล้ายกับหมาป่า บ้างก็ว่าคล้ายกับหน้าหมู หรือยักษ์ มีขนาดตัวค่อนข้างเล็กสามารถบินได้ ขนาดของมันใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ชนิดของค้างคาวมีมากมายถึง 1,100 ชนิด ซึ่งเราจะสามารถแบ่งค้างคาวได้เป็น 3 ประเภทคือ กินผลไม้ กินน้ำหวาน และกินแมลง

  • ค้างคาวกินผลไม้ ได้แก่ ค้างคาวแม่ไก่ ค้าวคาวบัว เป็นต้น
  • ค้างคาวกินน้ำหวาน ได้แก่ ค้างคาวเล็บกุด ค้างคาวหน้ายาวใหญ่ เป็นต้น
  • ค้างคาวกินแมลง ได้แก่ ค้างคาวแวมไพร์ ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ เป็นต้น

ค้างคาวมักจะอาศัยอยู่จำนวนมากในบริเวณถ้ำหินปูนที่มีความมืดสูง เพดานของพระอุโบสถเก่าๆ ของวัดต่างๆ ยอดไม้สูงในป่า และในไร่สวนของชาวเกษตรกรรม

ทำไมค้างคาวต้องออกหากินในเวลากลางคืน

  • เพื่อหลีกเลี่ยงจากการแย่งชิงอาหารจากสัตว์ชนิดอื่นๆ ซึ่งศัตรูของมันคือ นกเงือก นกนางแอ่น ที่จะมาแย่งอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ น้ำหวานเป็นต้น นอกเหนือจากนั้นสาเหตุที่ค้างคาวออกหากินในเวลากลางคืนเพราะว่ากลางคืนมี แมลงมากกว่าตอนกลางวัน
  • น้ำหวานส่วนใหญ่นั้นจะขับออกมาในช่วงเวลามากกว่ากลางคืน รสชาติจะดีกว่า เช่นพืชในสกุลสะตอ และเพกาเป็นต้น
  • เพื่อป้องกันภัยให้แก่ตัวเองจากพวกเหยี่ยว นกอินทรีย์และสัตว์อื่นๆ ที่ชอบกินค้างคาวเป็นอาหาร

ประโยชน์ของค้างคาวมีอะไรบ้าง?

  • ค้างคาวเป็นสัตว์กินพืชและกินแมลง ค้างคาวจึงมีส่วนช่วยกำจัดศัตรูพืชอย่างแมลงให้กับเกษตรกรอีกแรง เพื่อไม่ให้แมลงมาทำลาย พืช ผัก ผลไม้
  • มูล หรือขี้ของค้างคาวนั้นสามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นปุ๋ยชั้นดีที่มีคุณค่าสูงได้
  • ค้างคาวเป็นสัตว์กินน้ำหวานเป็นอาหาร การที่ค้างคาวกินน้ำหวานนั้นจึงกลายเป็นการช่วยผสมเกสรภายในตัว ซึ่งพื้นส่วนใหญ่นั้นเป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น มะพร้าว ชมพู่ กล้วย และทุเรียนเป็นต้น

โทษของค้างคาวมีอะไรบ้าง?

  • ด้วยค้างคาวเป็นสัตว์กินผลไม้ จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่ชาวสวนเป็นต้น
  • ค้างคาวเป็นสัตว์ที่นำเชื้อโรคเช่น เชื้อไวรัส โรคกลัวน้ำ และโรคเหงาหลับ

ค้างคาวเป็นศัตรูกับเหล่าปศุสัตว์ทั้งหลาย เพราะหากว่าถ้าสัตว์ชนิดใดโดนค้างคาวกัดแล้ว จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีโรคแทรกซ้อน บางครั้งอาการหนักจนถึงขั้นตายได้

ขุดพบซากค้างคาวยักษ์โบราณเก่าแก่ในนิวซีแลนด์

เป็นซากค้างคาวโบราณถูกฝังอยู่ใต้ดินของประเทศนิวซีแลนด์กว่าล้านปี เมื่อสมัย 50 ล้านปีก่อนในขณะที่นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, อเมริกาใต้ และทวิปแอนตาร์กติกายังเป็นผืนดินแผ่นเดียวกัน มีป่าลึกที่เรียกกันว่า “Gondwana” มีอุณหภูมิสูงกว่าสภาพภูมิอากาศสมัยใหม่มากกว่า 12 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิดโดยเฉพาะจระเข้ และเต่า และนกหลากสายพันธุ์ แน่นอนว่าค้างคาวโบราณด้วย พวกมันถูกค้นพบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก UNSW (University of New South Wales) โดยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบก็คือฟัน และกระดูกของค้างคาวที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับโครงสร้างของค้างคาวปกติในปัจจุบันแล้ว ถือว่ามีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่า โดยคาดว่ามีอายุประมาณ 19 – 16 ล้านปีก่อน แม้ว่าการพบหลักฐานชิ้นสำคัญจะพบอยู่ในแถบนิวซีแลนด์ แต่พวกมันเคยมีถิ่นอยู่อาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียด้วย ค้างคาวสายพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวประมาณ 40 กรัม โดยส่วนที่พบไม่ถือว่าเป็นตัวที่ใหญ่สุดในหมู่พวกมัน

หลังจากที่ขุดพบและนำมาศึกษา ทีมนักวิจัยก็ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการให้กับพวกมันว่า “Vulcanops jennyworthyae” เป็นชื่อที่อ้างจากตำนานเทพนิยายโรมันโบราณ หรือเทพเจ้าแห่งไฟ แต่ทุกชีวิตล้วนมีการสืบทอดสายพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน ค้างคาวโบราณก็เช่นกัน พวกมันมีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ในแถบอเมริกาใต้ ค้างคาวโบราณพวกนี้มีแหล่งอาหารที่หลากหลาย พวกมันกินได้ทั้งแมลง และสัตว์ชนิดอีกมากมาย ด้วยรูปร่างกำยำและความคล่องแคล่วที่สามารถตามล่าหาอาหารได้ทั้งบนดิน และบนอากาศ พวกมันสามารถที่จะขุดหาอาหารใต้พื้นดินได้อีกด้วย มันสามารถกินสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังได้ทุกชนิด อย่างแมลง หรือแมงมุม รวมถึงผลไม้ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีแหล่งอาหารน้อยกว่า ทำให้นักวิจัยคิดว่ามันมีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ทางอเมริกาใต้มาก

ซากที่พวกเขาขุดพบขึ้นมาได้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว โดนเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่เคยอยู่อาศัยใน Gondwana เหมือนกับสัตว์ร่วมสมัยชนิดอื่นๆ ค้างคาว Vulcanopes สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคสมัยไมโอซีน สัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เพิ่งเกิดหลังจากสมัยนั้นก็ได้แก่ จระเข้, เต่า และนกหลากหลายชนิด อย่าง “Palaelodids” ที่มีลักษณะคล้ายกับนกฟลามิงโก ในบางพื้นที่ก็มีสายพันธุ์ที่อยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบันอย่าง ทัวทารา และนกกีวี ปัจจุบันมีเพียงค้างคาว 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ และยังเป็นสถานที่เดียวที่พบซากค้างคาวยักษ์โบราณในรอบ 800 ปี

นักสำรวจประสบความสำเร็จพบค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก

ค้างคาวคุณกิติ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Kitti’s hog-nosed bat” เป็นค้างคาวที่มีขนาดเล็กและมีลักษณะที่โดดเด่นกว่าเพื่อน ด้วยขนาดตัวเล็กจิ้วที่ถือว่าเป็นสายพันธุ์ค้าวคาวที่เล็กสุดในโลก โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งกว่าค้างคาว “Bumblebee” นอกจากนี้ยังถือเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีน้ำหนักตัวเพียง 1 ส่วน 4 ออนซ์ ความยาวประมาณ 1 นิ้ว หูมีขนาดใหญ่เมื่อคุณพิจารณาตามขนาดของส่วนที่เหลือของร่างกาย พวกมันมีหางด้วยนะ ถึงหลายคนจะมองไม่เห็นก็ตาม และมีปีกขนาดใหญ่ แถมสีตัวยังไม่เหมือนใคร โดยค้างคาวกิตติจะออกสีแดง หรือสีเทา ในขณะที่สายพันธุ์อื่นๆ มีสีดำทั้งสิ้น จมูกที่มีลักษณะคล้ายกับจมูกหมู ทำให้เป็นที่แปลกตาและน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ด้วยรูปร่าง และโครงสร้างของร่างกายที่ดูแปลกๆ ของมัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสงสัยกันอย่างมาก ว่าพวกมันบินได้อย่างไร จนได้พบว่ามันมีโครงสร้างในการร่อนที่ซ่อนอยู่ระหว่างขาหลังของพวกมัน ซึ่งมีลักษณะเป็นปีกที่ช่วยควบคุมการบินระหว่างอยู่ในอากาศ ด้วยขนาดตัวเล็ก นั่นหมายถึงขาและกรงเล็บที่มีขนาดเล็กมากๆ รวมถึงมีเส้นเอ็นที่สามารถควบคุมได้อย่างอิสระ ใช้ในการล็อคตัวอยู่กับพื้นเพดานสูงช่วยให้ประหยัดพลังงานร่างกายในยามค่ำ คืน เหมือนกับค้างคาวตัวอื่นๆ มันใช้การหาตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุโดยคิดจากเวลาและทิศทางของการสะท้อนกลับ อย่างที่เรารู้จักกันดีในโซนาร์ ซึ่งช่วยให้รับรู้ถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ และช่วย้ำทางไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

ค้างคาวส่วนใหญ่มักจะอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แต่สำหรับสายพันธุ์นี้ถือเป็นข้อยกเว้น กลุ่มขนาดใหญ่สุดอยู่ประมาณ 100 – 500 ตัว และบางกลุ่มอาจมีเพียง 10 ตัวเท่านั้นเอง อีกอย่างที่น่าสนใจก็คือระยะในการเกาะกลุ่มกัน ปกติแล้วสัตว์พวกนี้จะเกาะกลุ่มติดกัน เพื่อพึ่งพาอาศัยความร้อนของร่างกายที่แผ่ออกมา ช่วยสร้างความอบอุ่นในยามค่ำคืน แต่กลับไม่พบพฤติกรรมดังกล่าวในค้างคาวกิตติ ตั้งแต่ที่เราเพิ่งค้นพบมันเป็นครั้งแรกในปี 1970 ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ผู้เชี่ยวชาญคิดว่ายังมีพื้นที่อีกหลายแห่ง ที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของค้างคาวกิตติ เพียงแต่เรายังค้นหามันไม่พบ การสำรวจมันอย่างใกล้ชิดจะเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้พฤติกรรมของพวกมันได้ มากขึ้น อย่างไรก็ตามพวกมันสามารถพบเห็นได้มากในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบแม่น้ำแควน้อย ในจังหวัดกาญจนบุรี

ค้างคาวกินผลไม้ มีจริงหรือ

สำหรับในสังคมยุคปัจจุบันนี้นั้นอาจจะมีหลายๆ สิ่งที่ทำให้เข้าใจธรรมชาติผิด ไม่ว่าจะเป็นละคร ภาพยนตร์ หรือแม้แต่คำพูดของคนรุ่นเก่าๆ เพื่อพูดให้ลูกหลานรู้สึกเกรงกลัว เช่นเดียวกับเรื่องค้างคาว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ว่า “นกมีหู หนูมีปีก” ซึ่งจริงๆ แล้วค้างคาวไม่ใช่นก และไม่ใช่หนูแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะค้างคาวบางประเภทนั้นมีหน้าตาคล้ายคลึงกับหนู และมีปีกบินได้ หรือจะเป็นภาพยนตร์ หรือการ์ตูน ที่มักฉายเกี่ยวกับแวมไพร์ และแดร็กคูล่าที่อยู่ในร่างของค้างคาว ซึ่งแท้จริงแล้วค้างคาไม่ได้มีเพียงค้างคาวที่กินเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ค้างคาวที่กินผัก หรือผลไม้ก็มีหลากหลายชนิด

ค้างคาวนั้นมีหลากหลายชนิด ในประเทศไทยนั้นมีค้างคาวกว่า 100 ชนิด ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทออกมาเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทคือ

  • ประเภทกินผลไม้ ซึ่งจะเป็นค้างคาวที่กินแต่น้ำหวาน ผลไม้เป็นอาหาร เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ค้างคาวบัว และค้างคาวเล็บกุด เป็นต้น
  • ประเภทกินแมลง ซึ่งจะเป็นค้างคาวที่กินแมลงเป็นอาหาร เช่น ค้างคาวแวมไพร์ ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ หรือค้างคาวผีเสื้อ เป็นต้น

ซึ่งค้างคาวทั้ง 2 ประเภทนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะดวงตา จมูก นิ้ว เล็บ ขาหลัง ดังนี้

  • ในส่วนของดวงตานั้นค้างคาวกินผลไม้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าค้างคาวกินแมลง
  • จมูกจะใช้งานต่างกัน ในส่วนของค้างคาวกินแมลงจะใช้จมูกเพื่อควบคุมระบบความแม่นยำของตัวเอง แต่สำหรับค้างคาวกินผลไม้จมูกนั้นจะมีลักษณะที่ยื่นออกมาตรงกลางของจมูกนั้น มีร่องคั่นกลาง เพื่อที่ว่าเวลากินน้ำหวานนั้น น้ำจะไม่ไหลเข้าไปในจมูกง่ายๆ
  • นิ้วและเล็บของค้างคาวกินผลไม้นั้นจะมีลักษณะโค้งมนและแหลมคมมาก เพื่อเอาไว้สำหรับเกาะตามกิ่งไม้ และปีนป่าย แต่สำหรับค้างคาวกินแมลงนั้นจะไม่มีนิ้วและกรงเล็บ เพราะค้างคาวกินแมลงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อวัยวะส่วนนี้ในการดำรงชีวิต
  • ในส่วนของขาหลังค้างคาวกินแมลงนั้นตรงระหว่างขาของมันจะมีเนื้อเยื่อ บางๆ เพื่อเอาไว้สำหรับช่วยในความคล่องตัวเวลาที่ต้องออกมากินแมลง เช่นการบินโฉบจับแมลงนั่นเอง ส่วนค้างคาวกินผลไม้นั้นขาหลังจะอาจจะมีเนื้อเยื่อน้อยกว่า เพราะเอาใช้ช่วยในการบินเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ขาหลังของมันมีไว้สำหรับการปีนป่ายเป็นหลัก

การอนุรักษ์ให้ค้างคาวไม่สูญพันธุ์

  • งดดักค้างคาวด้วยตาข่าย
  • ไม่เอาค้างคาวมาประกอบอาหาร
  • ไม่รบกวนค้างคาวในถ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการจุดธูป หรือทำให้เกิดควันต่างๆ ด้านในถ้ำ
  • ไม่ทำลายที่อยู่อาศัยของค้างคาว หรือรุกรานที่อยู่ของค้างคาว

ไม่ติดหลอดไฟด้านในของถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่

ค้างคาวใช้หูแทนตาในการมองเห็นจริงหรือไม่

คงไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวไหนที่จะหูดีไปกว่าค้างคาวอีกแล้ว เพราะพวกมันถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่ต้องอาศัยหูเป็นอวัยวะ สำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในการเดินทาง และหาอาหาร โดยใช้ความสามารถในการส่งคลื่นกระทับไปยังวัตถุ และรับพวกมันกลับมาทางหู เพื่อสร้างเป็นชุดข้อมูลที่จำเป็นในการรับรู้สภาพแวดล้อมของจุดหมาย หรือรอบตัวเอง ในการที่จะรับคลื่นที่กลับมายังตัวให้ได้มากที่สุด พวกค้างคาวมีความสามารถพิเศษในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของใบหูของมันในเพียง เสี้ยววินาที เพื่อรับคลื่นทั้งหมดที่สะท้อนกลับมา เรื่องนี้ทำใมห้เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก จนทำให้มีการวิจัยอย่างจริงจังกันในเรื่องที่ว่า ทำไมระบบโซนาร์ของพวกมันจึงมีประสิทธิภาพอย่างน่าเหลือเชื่อ

ค้างคาวหลากสายพันธุ์ ล้วนสามารถจะควบคุมหูตัวเองได้อย่างอิสระ เพื่อปรับทิศทางในการรับคลื่นที่สะท้อนกลับมาได้อย่างเหมาะสม โดยใช้เวลาเพียง 1 ส่วน 10 วินาที เป็นความเร็วที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ค้างคาวเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปร่างหูชั้นนอกของพวกมันจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งเพียง 100 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรับส่งคลื่นสะท้อนกลับ ในขณะที่มนุษย์เรากระพริบตาใช้เวลามากกว่าเป็น 3 เท่า จึงทำให้พวกมันเป็นสัตว์ที่มีประสาทหูไวที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการจัดลักษณะใบหูที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้มันสามารถรู้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นในรูปแบบสามมิติ นับว่าเป็นความสามารถที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก

คลื่นที่พวกมันส่งออกมามักเรียกกันว่าคลื่นอัลทราโซนิกส์ มีความถี่ตั้งแต่ 20 ถึง 200 กิโลเฮิรตซ์ (kHz) ในขณะที่การได้ยินของมนุษย์โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 20 kHz เราสามารถได้ยินคลื่นเสียงจากค้างคาวบางชนิดที่มีความถี่ต่ำอย่างค่างคาว “Euderma maculatum” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Spotted Bat“ เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่เรามีโอกาสได้ยินเสียงคลื่นพวกมันมากที่สุด พวกมันเป็นค้างคาวที่มีใบหูขนาดใหญ่ที่สุด มักจะอยู่กันอย่างสันโดษห่าง อยู่อาศัยในที่ห่างไกลจากผู้คน ทำให้ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นมันเท่าไหร่นัก จนกระทั่งได้มีการค้นพบพวกมันในปี 1890 แต่ในขณะนี้ก็ยังมีงานศึกษาไม่เพียงพอ แถมยังมีความคล่องตัวในการเดินบนพื้นดินที่เรียบด้วยการใช้ เท้าและข้อมือในการคลาน ชอบล่าเหยื่ออย่างตั๊กแตน หรือด้วง มีนิสัยการกินที่แปลกกว่าเพื่อน Spotted Bat จะดึงแขนขาของแมลงออกจากกันก่อนที่จะทำการกินพวกมัน ซึ่งเป็นนิสัยที่แปลกและเป็นแบบนี้กันแทบทุกตัว