เกี่ยวกับค้างคาวคุณกิตติ

ถ้าพูดถึงสัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์หายาก หลายคนนึกถึงสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างเสือดำ หรือเหล่านกหายากเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนไม่รู้ก็คือ ค้างคาวบางชนิด ก็ถือว่าเป็นสัตว์เริ่มหายากในบ้านเราแล้วเหมือนกัน เนื่องจากไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยายพันธุ์ อีกทั้งแมลง ผลไม้ ที่เป็นอาหารของสัตว์ประเภทนี้เริ่มหายากขึ้นทุกวัน และมีอยู่ในสาระบบการบริโภคของมนุษย์ ก็มักจะเป็นผลไม้ที่มีการให้ยา สารเคมีจำนวนมากเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งหากค้างคาวเหล่านั้นกินเข้าไป อาจตายได้ สำหรับเราจะพูดถึงก็คือ ค้างคาวคุณกิตติ

ซึ่งค้างคาวคุณกิตติ ขึ้นชื่อ ว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมีขนาดเพียงแค่ 29-33 mm. เท่านั้น เมื่อวัดขนาดจากปีกข้างหนึ่ง ไปยังปีกอีกข้างหนึ่ง ในขณะกางปีกเต็มที่มีความยาว 160 mm. เท่านั้น ค้างคาวประเภทนี้ กินสัตว์จำพวกแมลงเป็นหลัก มักจะอาศัยอยู่รวมกัน ตามปกติของสัตว์ประเภทนี้

ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาจนอาจทำให้เกิดการสูญพันธ์ของ ค้างคาวคุณกิตติ นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ก็มีปัจจัยภายในด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจาก คุณกิตติ มีช่วงในการผสมพันธ์และตกลูกในช่วงฤดูร้อน การตกลูกแต่ละครั้ง มักจะได้ลูกแค่ ครั้งละ 1 ตัว ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

สำหรับการพบค้างคาวคุณกิตติ นั้น สามารถพบได้ในบางส่วนของประเทศพม่าและบริเวณน้ำตกไทรโยค ประเทศไทย ซึ่งหากจะว่ากันจริงๆ การพบที่จำกัดสถานที่ ปริมาณของการตกลูก ที่เราเห็นในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเป็นห่วงไม่น้อยทีเดียว ว่าอีกไม่นานสัตว์ประเภทนี้ อาจสูญพันธุ์ในไม่ช้า เนื่องจากปัญหาจากการเผาป่า จนทำให้ไม่มีแหล่งที่อยู่และแมลงเป็นอาหาร ก็เริ่มหายาก

รวมไปถึงการถูกรบกวนโดยการท่องเที่ยวของมนุษย์ด้วย เนื่องจากค้างคาวคุณกิตติมีขนาดเล็กมาก ทำให้มีคนไปดักจับ เพื่อนำมาขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว การเปิดถ้ำต่างๆ เพื่อการท่องเที่ยว นอกจากจะเป็นการรบกวนระบบนิเวศน์ ของสถานที่อยู่ของสัตว์ชนิดนี้แล้ว ยังทำให้ยิ่งลดโอกาสในการที่จะแพร่พันธ์ไปอีก ไม่นับรวมถึงการยึดถ้ำเป็นสถานปฏิบัติธรรมและเปิดให้ผู้ที่ศรัทธาเข้ามากราบ ไหว้บูชา มักจะมีกลิ่นธูปและเสียงดังรบกวนจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นับว่าเป็นปัญหากับการมีอยู่ของค้างคาวสายพันธ์นี้ไม่น้อยเหมือนกัน

สำหรับแนวทางในการอนุรักษ์ ค้างคาวคุณกิตติในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่แน่ชัด แต่ก็มีหลายหน่วยงานทีเดียว ที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นค้างคาวที่มีผลต่อระบบนิเวศน์ เป็นตัวช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติอีกหนึ่งชนิด หากปล่อยให้สูญพันธุ์ไปคงน่าเสียดายไม่น้อย

วิธีไล่ค้างคาวให้ไกลบ้าน

ค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง หลายๆคนอาจยังไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ทำประโยชน์ เพราะช่วยกินแมลงน่ารำคาญใจแถมยังสามารถสร้างอันตรายต่อชีวิตของเราได้ เช่น ยุง , แมลงวัน , แมลงศัตรูพืช เป็นต้น แต่ถ้าค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง มาทำรังในแหล่งอันไม่เหมาะสม เช่น ห้องใต้หลังคาของคุณ หรือบริเวณฝ้าหลังคาบ้าน เราก็มีวิธีแนะนำไล่ให้มันไป โดยไม่ต้องมีการเข่นฆ่ากันเกิดขึ้น

เลือกช่วงเวลาเหมาะสม

ให้สังเกตดูว่ามันกำลังอยู่ในช่วงเลี้ยงลูกรึเปล่า เพราะถ้าคุณไล่ค้างคาวตัวพ่อ – แม่ไปก่อนที่ลูกๆ ของพวกมันจะบินได้ พวกมันก็จะตายคาอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตามลูกค้างคาวเมื่อเกิดออกมาแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 5 อาทิตย์ ถึงจะอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง

หาทางเข้า

ให้คุณมองหาขี้ค้างคาว โดยขี้ค้างคาวจะมีชิ้นส่วนของเปลือกแมลงปนอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นมันอาจจะส่องกระทบแสงเวลาโดนแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังมีลักษณะขรุขระ ไม่เหมือนขี้หนู ขอให้หลีกเลี่ยงการสูดดมขี้ค้างคาว เนื่องจากกลิ่นของมันมีพิษถ้าคุณไม่สามารถแกะรอยช่องทางเข้าจากขี้ของมันได้ วิธีต่อมาคือให้คุณจับตาดูให้ดีว่าพวกมันออกมาจากตรงไหนในเวลากลางคืน

ทางเข้าภายในบ้านที่พบบ่อย

  • รอยผนังแตก
  • กระเบื้องหลังคาหลวม
  • กันสาดหลวม
  • บริเวณท่อหรือสายไฟที่ต่อเข้ากับตัวอาคาร
  • ระเบียงบ้านที่ติดอยู่กับส่วนหลักของตัวบ้าน
  • บริเวณหน้าต่างที่อยู่ตรงกับหลังคา
  • รอยแตกตรงมุม

ให้ทำการตรวจเช็คจนมั่นใจ เมื่อคุณไล่มันออกไปหมดได้ทั้งครอบครัวแล้ว หลังจากนั้นก็หาอะไรมาอุดรอยรั่วโดนทันที

เคล็ดลับการไล่ค้างคาว

  • อย่าจับค้างคาว เพราะจับยากมาก อีกทั้งมันอาจจะกัดคุณด้วย
  • จับค้างคาวที่อยู่บนพื้นด้วยพลั่วหรือที่โกยผง แล้วนำไปไว้ข้างนอก อย่าพยายามจับด้วยมือเปล่าเด็ดขาด เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเป็นพาหะของโรคพิษสุนัขบ้าเช่นเดียวกันกับสุนัข หรือแมว
  • วิธีกำจัดค้างคาวโดยไม่ฆ่ามัน มีวิธีเดียวเท่านั้นซึ่งได้ผลจริงนอกจากนี้มันยังผ่านการพิสูจน์มานักต่อนัก แล้ว นั่นก็คือการไล่ออก ส่วนวิธีอื่นๆอาจได้ผลเพียงชั่วคราวหรือไม่ได้ผลเลย
  • สำหรับค้างคาวที่อาศัยอยู่ในบริเวณภายนอกบ้าน คุณสามารถใช้ลูกเหม็นไล่มันได้ แต่ถ้าจะให้ผลดีภายในอาคาร จำเป็นต้องใช้ลูกเหม็นจำนวนมาก มากจนสารเคมีในลูกเหม็นสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่แนะนำวิธีนี้ให้คุณใช้ในบ้าน
  • อย่าใช้ยาฆ่าแมลง เนื่องจากค้างคาวบางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ คุณอาจกำลังฆ่าค้างคาวหายากไปก็ได้ และมันยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถกำจัดมันได้นอกจากการฆ่า อีกทั้งไม่ว่าพวกมันจะบินไปแห่งหนไหน พวกมันก็ทำประโยชน์โดยการกินแมลงรบกวนรวมทั้งแมลงศัตรูพืช เสร็จแล้วก็ถ่ายอุจจาระซึ่งเป็นบำรุงดินชั้นเยี่ยม

ค้างคาวมีสายตาที่ดีจริงไหม

หลายๆ คนคงไม่ทราบว่า เจ้านกมีหูหนูมีปีก หรือสัตว์ที่เราเรียกกันว่าค้างคาว บนโลกนี้มันมีมากกว่า 1,000 ชนิดเลยทีเดียว โดยค้างคาวแต่ล่ะชนิดนอกจากจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันแล้ว มันยังมีอุปนิสัยในการดำรงชีวิตแตกต่างกันอีกด้วย เช่น ค้างคาวส่วนใหญ่ชอบอาศัยอยู่ตามถ้ำ แต่บางชนิดก็อาศัยอยู่ใต้ใบ Heliconia , บ้างชนิดชอบกินแมลง , บางชนิดก็กินเลือด , บางชนิดกินผลไม้อย่างเดียว เป็นต้น

แต่ค้างคาวเกือบทุกสายพันธ์มีนิสัยอย่างหนึ่งซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือมันเป็นสัตว์ชอบออกหากินในตอนกลางคืน จากจุดนี้เอง กลายมาเป็นเหตุทำให้หลายๆคนเกิดความเข้าใจว่า ค้างคาวเป็นสัตว์มีสายตาดี เฉียบแหลม สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางคืน ขณะที่สัตว์อีกมากมายทำไม่ได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันเป็นความเข้าใจผิด เพราะการที่

ค้างคาวสามารถเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงได้ในที่มืด มันไม่ได้ใช้สายตาของมันในการมอง หากแต่อาศัยหูใช้ในการฟังเสียงเป็นหลัก

ในปี ค.ศ. 1780 นาย Lazzaro Spallanzani  นักสัตว์วิทยาชาวอิตาลี ได้ทำการทดลองขึ้นมาอย่างหนึ่ง โดยทำให้ค้างคาวที่เขาเลี้ยงไว้ตาบอด แล้วจึงปล่อยให้ค้างคาวตัวนั้น บินเข้าไปในห้องที่มีแต่เส้นด้ายขึงอยู่อย่างพันกันมั่วไปหมด ผลปรากฏว่าค้างคาวตาบอดตัวนั้น สามารถบินโฉบไปโฉบมาได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับมีตามองเห็น โดยที่ไม่ได้ไปโดนเส้นด้ายซึ่งขึงอยู่แม้แต่เส้นเดียว ขั้นตอนต่อมาเขาได้ทำการทดลองโดยการอุดหูของค้างคาว แล้วปล่อยให้บินไปในห้องเส้นด้ายเช่นเดิม ผลปรากฏว่า ค้างคาวตัวนั้นกลับบินชนเส้นด้ายเส้นแล้วเส้นเล่า จนในที่สุดมันก็ถูกพันตัวอยู่ในกองด้าย จากผลการทดลองนี้ทำให้นาย Lazzaro Spallanzani  ทราบว่า ค้างคาวไม่ได้อาศัยตาของมันในการออกหากินในเวลากลางคืน แต่อาศัยความสามารถของหูของมันต่างหาก

แต่ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการทดลองจนทราบว่า ตอนค้างคาวกำลังบิน มันจะส่งสัญญาณเสียงซึ่งมีความถี่สูงมากเรียกว่า คลื่นเสียงอุลตราโซนิก สูงเกินกว่าที่หูของมนุษย์จะได้ยินเสียอีก เมื่อคลื่นเสียงนี้ไปกระทบกับวัตถุใดๆก็ตาม มันก็จะเกิดการสะท้อนกลับเข้ามาในหูของค้างคาว และจากเวลาที่เสียงนั้นไปกระทบ ค้างคาวก็จะรู้ว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างไกลหรือใกล้จากตัวมันเท่าไหร่ มันก็อาศัยเสียงสะท้อนนี้เอง เพื่อทราบถึงตำแหน่งต่างๆของวัตถุ ซึ่งอยู่ทิศทางที่มันกำลังบินไป ทำให้มันสามารถหลบหลีกและบินไปมาได้อย่างอิสระท่ามกลางความมืด

Banana Bats ค้าวคาวกินกล้วยใกล้จะสูญพันธ์

ค้าวคาวเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่ชอบเท่าไรในบ้านเรา แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าค้างคาวหากไม่นับตามสวนสัตว์เป็นสัตว์ที่หาดูยาก มากชนิดหนึ่ง รวมถึงเป็นสัตว์ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในบ้านเรา หนึ่งในชนิดของค้างคาวที่เราคุ้นเคยกันดีต้องเป็น Banana Bats หรือ แปลเป็นไทยว่า ค้างคาวกินกล้วยนั่นเอง

ค้าวคาวกินกล้วย

เป็นค้างคาวอีกชนิดหนึ่งที่ใกล้จะสูญพันธ์ไปแล้วในบ้านเรา ค้างคาวชนิดนี้เป็นสัตว์ในตระกูล Phyllostomidae นอกจากชื่อนี้แล้วยังมีเป็นที่รู้จักกันในชื่อของค้างคาวจมูกแทรมเป็ต หรือ ค้างคาวโคลิม่าจมูกยาวเป็นต้น ลักษณะพิเศษของมันก็คือจมูกยาวสมชื่อมันนั่นแหละ สำหรับชื่อที่ว่าค้างคาวกล้อย ก็เพราะว่ามันถูกพบในสวนกล้วยนั่นเอง หากเราต้องการจะพบสายพันธุ์พิเศษอย่างนี้ก็ต้องนั่งเครื่องไปไกลถึงดินแดน แถบตะวันตกของเม็กซิโกโน่นเลย

ถิ่นกำเนิดและที่อยู่

เจ้าค้างคาวชนิดนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า ถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก ทางด้านตะวันตกอย่างรัฐโกลีมา รัฐมิโคแคน และ เกร์เรโร่ ค้างคาวกล้วยชนิดนี้มักจะชอบอยู่ตามธรรมชาติที่เขตกึ่งแห้งแล้ง หรือ เขตร้อนชื้นก็เป็นได้ น่าเสียดายว่าปัจจุบันเหลือไม่มากแล้วเนื่องจากถูกคุกคามที่อยู่อาศัยโดย มนุษย์ เคยมีบันทึกไว้ว่าสายพันธุ์นี้ตัวใหญ่ที่สุดมีความยาวประมาณ 1,700 เมตร

อาหารการกิน

ค้าวคาวกินกล้วยเป็นค้างคาวกินพืชชนิดหนึ่งที่ส่วนใหญ่จะทานพวกเค้า เกสรดอกไม้ ใบไม้ หรือน้ำหวานของดอกไม้เป็นอาหาร จมูกที่ยื่นยาวเป็นพิเศษของมันจะเป็นตัวช่วยในการล้วงเพื่อดึง ดูดเกสรดอกไม้ได้เป็นอย่างดี หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นพวกแมลงด้วยก็ในได้บ้างครั้ง หากเราต้องการจะพบตัวมันเลยไม่อยากเท่าไร ซุ่มรออยู่แถวใต้พุ่มดอกไม้ตอนกลางคืนก็จะเจอได้อย่างง่ายดายแล้ว

จุดเด่นของค้างคาวกล้วย

จุดเด่นของค้าวคาชนิดนี้เป็นเรื่องของสรีระของมันที่แตกต่างจากค้างคาว ทั่วไป เห็นได้ชัดเจนคงเป็นเรื่องของเกล็ดบนเส้นขนของมันที่จะหนากว่าชนิดอื่น เข้าใจว่าปีกจะหนากว่าน่าจะเป็นเพราะว่าจะช่วยให้บินได้ดีขึ้นกว่าเดิม อีกส่วนหนึ่งที่เด่นต้องเป็นเรื่องลิ้นที่ยาวถึงยาวมาก ลิ้นของมันยาวประมาณ 1ใน 3 ของความยาวลำตัวของมันเลย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าลิ้นยาวจะช่วยให้การดูดกินเกสร และน้ำหวานของดอกไม้ทำได้ดีและง่ายมากขึ้น เวลาไปเจอดอกไม้ที่มีกลีบมาปิดก็ไม่เป็นปัญหา ใช้ลิ้นยาวล้วงไปดูดได้สบายใจ เป็นค้างคาวอีกชนิดหนึ่งที่มีจุดเด่นมาก ยังไงก็ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้ดู

ประวัติของค้างคาว Natalus

หากพูดถึงค้าวคาวแล้วล่ะก็บนโลกนี้มีค้างคาวมากมายหลายพันธุ์หลากชนิด ถิ่นอยู่อาศัยก็ต่างกัน วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับค้างคาวอีกสายพันธุ์นึง ซึ่งมีถิ่นที่อยู่บริเวณเม็กซิโก แถมยังมีลักษณะของใบหน้าอันแปลก ตัวเล็กน่ารักมาให้รู้จักกัน

ค้างคาวชนิดนี้คือ ค้างคาว Natalus คุณจะพบค้างคาว Natalus ได้ในบริเวณเม็กซิโกจวบจนไปยังบราซิลและบริเวณหมู่เกาะแคริบเบียน ค้างคาว Natalus เป็นค้างคาวมีรูปร่างหุ่นเพรียวอีกทั้งยังมีหางยาวแบบผิดปกติ มีใบหูทั้ง 2 ข้างเป็นรูปกรวย รูปร่างมีขนาดเล็กเพียง 3.5 – 5.5 เซนติเมตรเท่านั้นเอง มีขนยาวสีน้ำตาล, สีเทา, สีเหลือง, หรือสีแดง ตัวผู้ที่โตเต็มวัยจะมีตัวขนาดใหญ่ มีการปรากฏของต่อมขนาดใหญ่ตามกล้ามเนื้อหรือบนใบหน้า บริเวณกะโหลกของพวกเขามีความละเอียดอ่อน ใบหน้ายุบเล็ก   สมองมีลักษณะเล็กกลมคล้ายๆไข่มุกแต่ก็มีความแคบ พวกเขามีฟันทั้งหมดสิบเก้าซี่รวมกันทั้งด้านบนด้านล่าง ค้างคาว Natalus ก็เหมือนค้างคาวชนิดอื่นทั่วๆ ไป  คือกินแมลงเป็นอาหารและอาศัยอยู่ในถ้ำ ค้างคาว Natalus มีวงศ์สกุลเป็นคล้ายกับ Furipteridae และ Thyropteridae ทั้งสามวงศ์สกุลมีช่วงทางภูมิศาสตร์เหมือนกัน ทุกสายพันธุ์ในตระกูลนี้มีลักษณะปลายจมูกงอ ดวงตาไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด รูจมูกรูปไข่ตั้งอยู่บริเวณใกล้กันและตั้งอยู่ใกล้ขอบของริมฝีปาก

ลักษณะพิเศษของ Natalus มีโครงสร้างอันแปลกประหลาดบนใบหน้าหรือปากกระบอกของตัวผู้ที่โตเต็มวัย โครงสร้างดังลักษณะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นอวัยวะอันเป็นเนื้องอก มันถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ประสาท แต่ก็สามารถจะมีส่วนร่วมในการทำงานของต่อม แต่ดูเหมือนว่าจะพบได้ใน Natalus เท่านั้น มันมีปีกยาวอีกทั้งขาค่อนข้างเปราะบาง นิ้วหัวแม่มือยังสั้นมาก นิ้วข้อที่สองไม่มีกระดูกอ่อน สายพันธุ์นี้มีลักษณะพิเศษหลายอย่างอันแตกต่างจากสายพันธ์อื่นในครอบครัว Chilonatalus micropus เพราะมันเป็นค้างคาวที่เล็กรวมทั้งมีความละเอียดที่สุด ริมฝีปากล่างจะยื่นออกไปยังด้านนอก นอกจากนี้ยังมีขนาดเล็กมีลักษณะแนวนอน จากโครงสร้างนี้ดูเหมือนปากด้านล่างที่สอง

Natalus มีขนหนาแน่น ขนยาวมากปกคลุมไปทั่วร่างกาย สีของขนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งในร่างกาย ในบริเวณด้านหลังขนเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ฐานของเส้นผมมีสีแดงหรือสีน้ำตาลเกาลัด ผมเป็นสีเหลืองอ่อนเหมือนกันทุกเส้น ค้างคาวเหล่านี้มีรูปแบบฟันแบบตัว W  ที่พัฒนามาอย่างดี ฟันหน้าที่ 3 แยกจากอีกสองอัน มีพัฒนาการดี ตั้งเด่นสะดุดตานอกเหนือจากฟันอื่นๆ ฟันกรามมีความใกล้เคียงกับฟันอื่นๆ และตัวฟันกรามเองก็มีขนาดรูปทรงใกล้เคียงกัน

ประวัติของค้างคาว Vampire bat

ค้างคาวในโลกนี้ถึงแม้มองเผินๆมันมีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กันก็ตามที แต่ถ้าลองนำมาจำแนกสายพันธุ์แล้วล่ะก็สามารถแบ่งออกเป็นได้หลายชนิด ค้างคาวที่เราจะนำมาแนะนำให้รู้จักกันในวันนี้มีชื่อว่า ค้างคาวดูดเลือด หรือ  Vampire Bat พอเรียกชื่อของมันอย่างนี้คงทำให้หลายๆ คนเกิดความเข้าใจผิดเป็นแน่  อาจคิดว่ามันกินอาหารโดยใช้วิธีการดูดเลือดจากเหยื่อเหมือนกับ Vampire อย่าง Count Dracula แต่ความจริงแล้วเจ้าค้างคาวชนิดนี้มันไม่ได้เอาเขี้ยวเจาะแล้วดูดเลือด เหมือนเจาะกล่องน้ำส้มกินหรอกนะ สิ่งที่มันทำคือใช้ลิ้นเลียเลือดจากบาดแผลของเหยื่อต่างหาก ด้วยความที่มันกินเลือดเป็นอาหารนี่เองจึงได้ชื่อว่า Vampire bat

Vampire bat มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบชิลีและอาร์เจนตินา มันมีขนาดตัวเล็กน่ารัก อีกทั้งยังชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ๆ มักใช้ถ้ำเป็นบ้าน โดยเฉพาะถ้ำบริเวณเขตป่าดิบชื้น Vampire bat ออกหากินในเวลากลางคืน และอาหารที่มันชอบที่สุดก็คือเลือดจากสัตว์เลือดอุ่น เช่น วัว , ช้าง , หมู เป็นต้น

ส่วนสาเหตุที่ Vampire bat กินแต่เลือดของสัตว์จำพวกนี้เท่านั้น  เป็นเพราะสายตาของ Vampire bat จะมองเห็นในตอนกลางคืนเป็นภาพ Infrared จึงทำให้พวกมันเห็นอุณหภูมิของร่างกายของสัตว์เลือดอุ่นได้ดีกว่าสัตว์อื่นๆ นั่นเอง

แม้ Vampire bat จะมีรูปร่างตัวเล็กมินิ  แต่อาวุธของมันกลับไม่เบาตามขนาดตัวเลย สิ่งที่มันใช้โจมตีเหยื่อคือฟันคู่หน้าอันแหลมคม โดยมันจะเล็งไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของเหยื่อผู้โชคร้าย รวมทั้งการที่พวกมันออกหากินตอนกลางคืน ยิ่งเป็นการได้เปรียบเพราะเป็นช่วงเวลาสัตว์ตัวอื่นพักผ่อนกันหมดแล้ว  ดังนั้นมันจึงสามารถเข้าโจมตีได้อย่างสบายๆ ซึ่งในน้ำลายของ Vampire bat จะมี Enzyme ทำให้เลือดจากปากแผลไม่แข็งตัว เลือดก็จะไหลไม่หยุดจนกว่าจะไหลจนหมดจากร่างกาย  นอกจากนี้ในระหว่างที่ Vampire bat สังหารเหยื่อมันก็จะปัสสาวะออกมาด้วย เพราะมันต้องกินเลือดเข้าไปในปริมาณมาก หากไม่ระบายน้ำส่วนเกินออกไปบ้างมันก็จะบินไม่ขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ Vampire bat มีความเป็นครอบครัวมาก  ทั้งพ่อและแม่จะเลี้ยงดูลูกอ่อนที่ยังไม่สามารถบินได้เป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งจะนำเลือดกลับมาให้ และยังนำมาให้ค้างคาวเพื่อนๆที่กินไม่อิ่มด้วยเชื่อว่าหลังอ่านจบหลายคนๆ คงเริ่มกลัวขึ้นมานิดๆ และเกิดความสงสัยว่าเจ้า Vampire bat มันดูดเลือดมนุษย์ด้วยหรือเปล่า คำตอบคือไม่ต้องกังวลไป ถ้าพวกมันไม่หิวจัดๆ จนหน้ามืดตาลายจริงๆ มนุษย์ก็ยังไม่ใช่เหยื่ออันโอชะของพวกมันอย่างแน่นอน