ขุดพบซากค้างคาวยักษ์โบราณเก่าแก่ในนิวซีแลนด์

เป็นซากค้างคาวโบราณถูกฝังอยู่ใต้ดินของประเทศนิวซีแลนด์กว่าล้านปี เมื่อสมัย 50 ล้านปีก่อนในขณะที่นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, อเมริกาใต้ และทวิปแอนตาร์กติกายังเป็นผืนดินแผ่นเดียวกัน มีป่าลึกที่เรียกกันว่า “Gondwana” มีอุณหภูมิสูงกว่าสภาพภูมิอากาศสมัยใหม่มากกว่า 12 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิดโดยเฉพาะจระเข้ และเต่า และนกหลากสายพันธุ์ แน่นอนว่าค้างคาวโบราณด้วย พวกมันถูกค้นพบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก UNSW (University of New South Wales) โดยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบก็คือฟัน และกระดูกของค้างคาวที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับโครงสร้างของค้างคาวปกติในปัจจุบันแล้ว ถือว่ามีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่า โดยคาดว่ามีอายุประมาณ 19 – 16 ล้านปีก่อน แม้ว่าการพบหลักฐานชิ้นสำคัญจะพบอยู่ในแถบนิวซีแลนด์ แต่พวกมันเคยมีถิ่นอยู่อาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียด้วย ค้างคาวสายพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวประมาณ 40 กรัม โดยส่วนที่พบไม่ถือว่าเป็นตัวที่ใหญ่สุดในหมู่พวกมัน

หลังจากที่ขุดพบและนำมาศึกษา ทีมนักวิจัยก็ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการให้กับพวกมันว่า “Vulcanops jennyworthyae” เป็นชื่อที่อ้างจากตำนานเทพนิยายโรมันโบราณ หรือเทพเจ้าแห่งไฟ แต่ทุกชีวิตล้วนมีการสืบทอดสายพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน ค้างคาวโบราณก็เช่นกัน พวกมันมีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ในแถบอเมริกาใต้ ค้างคาวโบราณพวกนี้มีแหล่งอาหารที่หลากหลาย พวกมันกินได้ทั้งแมลง และสัตว์ชนิดอีกมากมาย ด้วยรูปร่างกำยำและความคล่องแคล่วที่สามารถตามล่าหาอาหารได้ทั้งบนดิน และบนอากาศ พวกมันสามารถที่จะขุดหาอาหารใต้พื้นดินได้อีกด้วย มันสามารถกินสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังได้ทุกชนิด อย่างแมลง หรือแมงมุม รวมถึงผลไม้ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีแหล่งอาหารน้อยกว่า ทำให้นักวิจัยคิดว่ามันมีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ทางอเมริกาใต้มาก

ซากที่พวกเขาขุดพบขึ้นมาได้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว โดนเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่เคยอยู่อาศัยใน Gondwana เหมือนกับสัตว์ร่วมสมัยชนิดอื่นๆ ค้างคาว Vulcanopes สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคสมัยไมโอซีน สัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เพิ่งเกิดหลังจากสมัยนั้นก็ได้แก่ จระเข้, เต่า และนกหลากหลายชนิด อย่าง “Palaelodids” ที่มีลักษณะคล้ายกับนกฟลามิงโก ในบางพื้นที่ก็มีสายพันธุ์ที่อยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบันอย่าง ทัวทารา และนกกีวี ปัจจุบันมีเพียงค้างคาว 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ และยังเป็นสถานที่เดียวที่พบซากค้างคาวยักษ์โบราณในรอบ 800 ปี

นักสำรวจประสบความสำเร็จพบค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก

ค้างคาวคุณกิติ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Kitti’s hog-nosed bat” เป็นค้างคาวที่มีขนาดเล็กและมีลักษณะที่โดดเด่นกว่าเพื่อน ด้วยขนาดตัวเล็กจิ้วที่ถือว่าเป็นสายพันธุ์ค้าวคาวที่เล็กสุดในโลก โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งกว่าค้างคาว “Bumblebee” นอกจากนี้ยังถือเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีน้ำหนักตัวเพียง 1 ส่วน 4 ออนซ์ ความยาวประมาณ 1 นิ้ว หูมีขนาดใหญ่เมื่อคุณพิจารณาตามขนาดของส่วนที่เหลือของร่างกาย พวกมันมีหางด้วยนะ ถึงหลายคนจะมองไม่เห็นก็ตาม และมีปีกขนาดใหญ่ แถมสีตัวยังไม่เหมือนใคร โดยค้างคาวกิตติจะออกสีแดง หรือสีเทา ในขณะที่สายพันธุ์อื่นๆ มีสีดำทั้งสิ้น จมูกที่มีลักษณะคล้ายกับจมูกหมู ทำให้เป็นที่แปลกตาและน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ด้วยรูปร่าง และโครงสร้างของร่างกายที่ดูแปลกๆ ของมัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสงสัยกันอย่างมาก ว่าพวกมันบินได้อย่างไร จนได้พบว่ามันมีโครงสร้างในการร่อนที่ซ่อนอยู่ระหว่างขาหลังของพวกมัน ซึ่งมีลักษณะเป็นปีกที่ช่วยควบคุมการบินระหว่างอยู่ในอากาศ ด้วยขนาดตัวเล็ก นั่นหมายถึงขาและกรงเล็บที่มีขนาดเล็กมากๆ รวมถึงมีเส้นเอ็นที่สามารถควบคุมได้อย่างอิสระ ใช้ในการล็อคตัวอยู่กับพื้นเพดานสูงช่วยให้ประหยัดพลังงานร่างกายในยามค่ำ คืน เหมือนกับค้างคาวตัวอื่นๆ มันใช้การหาตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุโดยคิดจากเวลาและทิศทางของการสะท้อนกลับ อย่างที่เรารู้จักกันดีในโซนาร์ ซึ่งช่วยให้รับรู้ถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ และช่วย้ำทางไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

ค้างคาวส่วนใหญ่มักจะอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แต่สำหรับสายพันธุ์นี้ถือเป็นข้อยกเว้น กลุ่มขนาดใหญ่สุดอยู่ประมาณ 100 – 500 ตัว และบางกลุ่มอาจมีเพียง 10 ตัวเท่านั้นเอง อีกอย่างที่น่าสนใจก็คือระยะในการเกาะกลุ่มกัน ปกติแล้วสัตว์พวกนี้จะเกาะกลุ่มติดกัน เพื่อพึ่งพาอาศัยความร้อนของร่างกายที่แผ่ออกมา ช่วยสร้างความอบอุ่นในยามค่ำคืน แต่กลับไม่พบพฤติกรรมดังกล่าวในค้างคาวกิตติ ตั้งแต่ที่เราเพิ่งค้นพบมันเป็นครั้งแรกในปี 1970 ก็ยังคงมีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับมัน ผู้เชี่ยวชาญคิดว่ายังมีพื้นที่อีกหลายแห่ง ที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของค้างคาวกิตติ เพียงแต่เรายังค้นหามันไม่พบ การสำรวจมันอย่างใกล้ชิดจะเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้พฤติกรรมของพวกมันได้ มากขึ้น อย่างไรก็ตามพวกมันสามารถพบเห็นได้มากในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบแม่น้ำแควน้อย ในจังหวัดกาญจนบุรี

ค้างคาวกินผลไม้ มีจริงหรือ

สำหรับในสังคมยุคปัจจุบันนี้นั้นอาจจะมีหลายๆ สิ่งที่ทำให้เข้าใจธรรมชาติผิด ไม่ว่าจะเป็นละคร ภาพยนตร์ หรือแม้แต่คำพูดของคนรุ่นเก่าๆ เพื่อพูดให้ลูกหลานรู้สึกเกรงกลัว เช่นเดียวกับเรื่องค้างคาว ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ว่า “นกมีหู หนูมีปีก” ซึ่งจริงๆ แล้วค้างคาวไม่ใช่นก และไม่ใช่หนูแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะค้างคาวบางประเภทนั้นมีหน้าตาคล้ายคลึงกับหนู และมีปีกบินได้ หรือจะเป็นภาพยนตร์ หรือการ์ตูน ที่มักฉายเกี่ยวกับแวมไพร์ และแดร็กคูล่าที่อยู่ในร่างของค้างคาว ซึ่งแท้จริงแล้วค้างคาไม่ได้มีเพียงค้างคาวที่กินเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ค้างคาวที่กินผัก หรือผลไม้ก็มีหลากหลายชนิด

ค้างคาวนั้นมีหลากหลายชนิด ในประเทศไทยนั้นมีค้างคาวกว่า 100 ชนิด ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทออกมาเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทคือ

  • ประเภทกินผลไม้ ซึ่งจะเป็นค้างคาวที่กินแต่น้ำหวาน ผลไม้เป็นอาหาร เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ค้างคาวบัว และค้างคาวเล็บกุด เป็นต้น
  • ประเภทกินแมลง ซึ่งจะเป็นค้างคาวที่กินแมลงเป็นอาหาร เช่น ค้างคาวแวมไพร์ ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ หรือค้างคาวผีเสื้อ เป็นต้น

ซึ่งค้างคาวทั้ง 2 ประเภทนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะดวงตา จมูก นิ้ว เล็บ ขาหลัง ดังนี้

  • ในส่วนของดวงตานั้นค้างคาวกินผลไม้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าค้างคาวกินแมลง
  • จมูกจะใช้งานต่างกัน ในส่วนของค้างคาวกินแมลงจะใช้จมูกเพื่อควบคุมระบบความแม่นยำของตัวเอง แต่สำหรับค้างคาวกินผลไม้จมูกนั้นจะมีลักษณะที่ยื่นออกมาตรงกลางของจมูกนั้น มีร่องคั่นกลาง เพื่อที่ว่าเวลากินน้ำหวานนั้น น้ำจะไม่ไหลเข้าไปในจมูกง่ายๆ
  • นิ้วและเล็บของค้างคาวกินผลไม้นั้นจะมีลักษณะโค้งมนและแหลมคมมาก เพื่อเอาไว้สำหรับเกาะตามกิ่งไม้ และปีนป่าย แต่สำหรับค้างคาวกินแมลงนั้นจะไม่มีนิ้วและกรงเล็บ เพราะค้างคาวกินแมลงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อวัยวะส่วนนี้ในการดำรงชีวิต
  • ในส่วนของขาหลังค้างคาวกินแมลงนั้นตรงระหว่างขาของมันจะมีเนื้อเยื่อ บางๆ เพื่อเอาไว้สำหรับช่วยในความคล่องตัวเวลาที่ต้องออกมากินแมลง เช่นการบินโฉบจับแมลงนั่นเอง ส่วนค้างคาวกินผลไม้นั้นขาหลังจะอาจจะมีเนื้อเยื่อน้อยกว่า เพราะเอาใช้ช่วยในการบินเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ขาหลังของมันมีไว้สำหรับการปีนป่ายเป็นหลัก

การอนุรักษ์ให้ค้างคาวไม่สูญพันธุ์

  • งดดักค้างคาวด้วยตาข่าย
  • ไม่เอาค้างคาวมาประกอบอาหาร
  • ไม่รบกวนค้างคาวในถ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการจุดธูป หรือทำให้เกิดควันต่างๆ ด้านในถ้ำ
  • ไม่ทำลายที่อยู่อาศัยของค้างคาว หรือรุกรานที่อยู่ของค้างคาว

ไม่ติดหลอดไฟด้านในของถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่

ค้างคาวใช้หูแทนตาในการมองเห็นจริงหรือไม่

คงไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวไหนที่จะหูดีไปกว่าค้างคาวอีกแล้ว เพราะพวกมันถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่ต้องอาศัยหูเป็นอวัยวะ สำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในการเดินทาง และหาอาหาร โดยใช้ความสามารถในการส่งคลื่นกระทับไปยังวัตถุ และรับพวกมันกลับมาทางหู เพื่อสร้างเป็นชุดข้อมูลที่จำเป็นในการรับรู้สภาพแวดล้อมของจุดหมาย หรือรอบตัวเอง ในการที่จะรับคลื่นที่กลับมายังตัวให้ได้มากที่สุด พวกค้างคาวมีความสามารถพิเศษในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของใบหูของมันในเพียง เสี้ยววินาที เพื่อรับคลื่นทั้งหมดที่สะท้อนกลับมา เรื่องนี้ทำใมห้เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก จนทำให้มีการวิจัยอย่างจริงจังกันในเรื่องที่ว่า ทำไมระบบโซนาร์ของพวกมันจึงมีประสิทธิภาพอย่างน่าเหลือเชื่อ

ค้างคาวหลากสายพันธุ์ ล้วนสามารถจะควบคุมหูตัวเองได้อย่างอิสระ เพื่อปรับทิศทางในการรับคลื่นที่สะท้อนกลับมาได้อย่างเหมาะสม โดยใช้เวลาเพียง 1 ส่วน 10 วินาที เป็นความเร็วที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ค้างคาวเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปร่างหูชั้นนอกของพวกมันจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งเพียง 100 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรับส่งคลื่นสะท้อนกลับ ในขณะที่มนุษย์เรากระพริบตาใช้เวลามากกว่าเป็น 3 เท่า จึงทำให้พวกมันเป็นสัตว์ที่มีประสาทหูไวที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการจัดลักษณะใบหูที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลที่แตกต่างกัน ทำให้มันสามารถรู้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นในรูปแบบสามมิติ นับว่าเป็นความสามารถที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก

คลื่นที่พวกมันส่งออกมามักเรียกกันว่าคลื่นอัลทราโซนิกส์ มีความถี่ตั้งแต่ 20 ถึง 200 กิโลเฮิรตซ์ (kHz) ในขณะที่การได้ยินของมนุษย์โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 20 kHz เราสามารถได้ยินคลื่นเสียงจากค้างคาวบางชนิดที่มีความถี่ต่ำอย่างค่างคาว “Euderma maculatum” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Spotted Bat“ เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่เรามีโอกาสได้ยินเสียงคลื่นพวกมันมากที่สุด พวกมันเป็นค้างคาวที่มีใบหูขนาดใหญ่ที่สุด มักจะอยู่กันอย่างสันโดษห่าง อยู่อาศัยในที่ห่างไกลจากผู้คน ทำให้ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นมันเท่าไหร่นัก จนกระทั่งได้มีการค้นพบพวกมันในปี 1890 แต่ในขณะนี้ก็ยังมีงานศึกษาไม่เพียงพอ แถมยังมีความคล่องตัวในการเดินบนพื้นดินที่เรียบด้วยการใช้ เท้าและข้อมือในการคลาน ชอบล่าเหยื่ออย่างตั๊กแตน หรือด้วง มีนิสัยการกินที่แปลกกว่าเพื่อน Spotted Bat จะดึงแขนขาของแมลงออกจากกันก่อนที่จะทำการกินพวกมัน ซึ่งเป็นนิสัยที่แปลกและเป็นแบบนี้กันแทบทุกตัว

ค้างคาวอะไรใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ถ้าหากเราจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถบินได้ คงไม่มีใครที่ไม่นึกถึงค้างคาวแน่ๆ และค้างคาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็คือค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งค้างคาวแม่ไก่นั้นที่มีลักษณะร่างกายเหมือนหนูแต่มีปีกสามารถบินได้ ปีกของค้างคาวนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกับนกมาก เพราะปีของค้างคาวมีลักษณะเป็นพังผืดที่ถูกขึงตึงกับนิ้วของมัน มีเล็บที่แหลมคมโค้งยาวเหมือนเล็บเหยี่ยวสามารถยึดเกาะต้นไม้ได้อย่างเหนียว แน่น

ค้างคาวแม่ไก่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเผ่าพันธุ์ของตนเอง เมื่อทันทีที่มันกางปีกพังผืดของมันออกมาจะมีความกว้างกว่า 5 ฟุต หน้าของมันเหมือนคล้ายกับหมาป่า ใบหูเล็กขนคอมีสีทองแดง ปกติค้างคาวนั้นจะออกลูกครั้งละ 1 ตัว เวลาที่ยังเล็กมันจะให้ลูกเกาะที่หน้าอกอยู่ตลอดเวลา มีลักษณะท่าทางห้อยหัวดูดนมที่หน้าอกของมันไปเรื่อยๆ ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน กลางวันมันจะรวมกลุ่มกันนอนพักผ่อนเป็นฝูงใหญ่ เกาะต้นไม้ห้อยหัวตามยอดไม้ หรือริมแม่น้ำเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ถ้าหากมีค้างคาวชนิดนี้อยู่ใกล้ๆ คุณอาจจะรำคาญเสียงของมัน และเกลียดมันที่มาทำงานพืชในไร่สวนของคุณ

ค้างคาวแม่ไก่ส่วนใหญ่มักจะพบเยอะที่สุดในประเทศไทยก็เป็นได้ อาทิเช่น ภาคกลางตอนล่าง ตะวันออก ภาคใต้ตอนบน นอกเหนือจากประเทศไทยแล้วก็อาจจะมีพบบ้างในกัมพูชา ลาว และเวียดนามที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายกัน ค้างคาวชนิดนี้จะกินพืช ผัก ผลไม้เป็นอาหารถ้าหากจุดไหนที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้อยู่เยอะๆ ใกล้สวนของใคร คุณอาจจะต้องเสียผัก ผลไม้ของคุณถึง 3.40-8.50 ตันต่อคืนก็เป็นได้ ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่นั้นเป็นเหมือนสัตว์ที่คอยทำร้ายพืชผล ของเหล่าเกษตรกรรมจนทำให้มีการฆ่าค้างคาว เพื่อป้องกันไม่ให้มาทำลายไร่สวนจนทำให้ค้างคาวแม่ไก่ใกล้ที่จะสูญพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ค้างคาวแม่ไก่นั้นได้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ ปี 2535 ไปแล้ว

ค้างคาวแม่ไก่ ถือว่าเป็นผู้คืนชีวิตให้ป่าเลยก็ว่าได้ เพราะค้างคาวชนิดนี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับระบบนิเวศในประเทศไทย เพราะมันมีบทบาทมากมายไม่ว่าจะเป็น ผสมเกสรดอกไม้ กระจายพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงยังควบคุมแมลงทีดีเลยทีเดียว ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่กินแมลงนั้นบางส่วนก็เป็นประโยชน์ของด้านเกษตรกรรม ด้วย เพราะไร่สวนนั้นจะไม่มีแมลงมาทำลายพืช ผักผลไม้ที่ชาวไร่ปลูกไว้จนทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสารพิษแก่ผู้บริโภคที่กินพืชผลไม้นั้นเอง

ค้างคาวพันธุ์คุ้มครองและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ

ค้างคาว เป็นสัตว์ ที่หลายคนอาจจะมองว่าน่ารังเกียจ อยากจะกำจัดไปให้หมดจากโลก แต่รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบัน ด้วยสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการใช้ชีวิตหลายๆ อย่างของมนุษย์ ทำให้ค้างคาวจำนวนมากมีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์ ไปจากโลกนี้ ไม่เฉพาะเพียงแต่ค้างคาวที่เป็นที่รู้จักอย่าง ค้างคาวคุณกิตติและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อเท่านั้น

เพราะเมื่อได้ทำการค้นคว้าอย่างจริงจัง เกี่ยวกับบัญชีรายชื่อ สัตว์คุ้มครองใกล้สูญพันธุ์ ทำให้เราได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าตกใจพอสมควรว่า มีสายพันธ์กว่า 100 สายพันธุ์ ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ จนต้องได้รับการรับรองในรายชื่อสัตว์คุ้มครอง ซึ่งหลายๆ สายพันธ์ เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือเห็นตัวจริงด้วยซ้ำ เช่น ค้างคาวมงกุฎจมูกแหลมเหนือ (Rhinolophus lepidus) , ค้างคาวหน้ายักษ์ กระบังหน้า , ค้างคาวแม่ไก่เกาะ เป็นต้น ซึ่งรายชื่อของค้างคาวคุ้มครองจำนวนมากที่เราได้เห็นนั้น บ่งบอกถึงอะไรได้หลายอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งการถูกคุกคามโดยมนุษย์ ก็มีผลต่อการมีอยู่ของค้างคาวเหล่านี้เป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะในส่วนของค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ค้างคาวหายาก ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีสัตว์คุ้มครอง ยิ่งต้องบอกว่าอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มักจะอาศัยอยู่ตามยอดของใบกล้วยที่มีการม้วนเข้าหากัน เท่านั้น และเมื่อใบกล้วยนั้นขยายตัวออก ก็ต้องอพยพย้ายออกไปจากต้นกล้วย

ลักษณะเด่นของ ค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ ที่เห็นได้ชัดและแตกต่างจากชนิดอื่นๆ ก็คือ เป็นค้างคาวที่มีสีสันสวยงาม เมื่อต้องกับแสงไฟ จะเห็นเป็นสีส้ม ขนาดค่อนข้างเล็กอีกหนึ่งชนิดทีเดียว เพราะมีขนาดของลำตัว จากหัวถึงเท้า มักจะไม่เกิน 10 เซนติเมตร และระยะจากปีกข้างหนึ่ง ถึงปีกอีกข้างหนึ่งเมื่อกางเต็มที่จะอยู่ไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ซึ่งโดยปกติแล้ว เราแทบไม่มีโอกาสจะหาค้างคาวชนิดนี้เจอได้อย่างง่ายๆ เลย เนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินแมลงตามธรรมชาติ แหล่งที่อยู่ของมัน จึงมักอยู่ในป่าลึก หรือที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งหาได้น้อยมากในประเทศไทย และที่สำคัญ คือ เรายังไม่สามารถทำการเพาะพันธุ์ ค้างคาวประเภทนี้ได้เอง ต้องรอให้เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น เลยทำให้น่ากังวลใจว่าอาจสูญพันธ์ได้ในไม่ช้า

ถึงแม้ว่าเราอาจไม่ชอบนักกับสัตว์จำพวกนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีอยู่ของค้างคาวไม่ว่าจะเป็นสายพันธ์ใด ถือว่าเป็นตัววัดได้ดีเลยว่า ระบบนิเวศน์ของบ้านเรานั้น ดีขึ้นหรือแย่ลง หากสูญพันธุ์ไปจริงๆ นั่นอาจหมายความว่ามนุษย์อาจสูญพันธุ์ตามไปในไม่ช้าก็เป็นได้

เกี่ยวกับค้างคาวคุณกิตติ

ถ้าพูดถึงสัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์หายาก หลายคนนึกถึงสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างเสือดำ หรือเหล่านกหายากเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนไม่รู้ก็คือ ค้างคาวบางชนิด ก็ถือว่าเป็นสัตว์เริ่มหายากในบ้านเราแล้วเหมือนกัน เนื่องจากไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยายพันธุ์ อีกทั้งแมลง ผลไม้ ที่เป็นอาหารของสัตว์ประเภทนี้เริ่มหายากขึ้นทุกวัน และมีอยู่ในสาระบบการบริโภคของมนุษย์ ก็มักจะเป็นผลไม้ที่มีการให้ยา สารเคมีจำนวนมากเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งหากค้างคาวเหล่านั้นกินเข้าไป อาจตายได้ สำหรับเราจะพูดถึงก็คือ ค้างคาวคุณกิตติ

ซึ่งค้างคาวคุณกิตติ ขึ้นชื่อ ว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมีขนาดเพียงแค่ 29-33 mm. เท่านั้น เมื่อวัดขนาดจากปีกข้างหนึ่ง ไปยังปีกอีกข้างหนึ่ง ในขณะกางปีกเต็มที่มีความยาว 160 mm. เท่านั้น ค้างคาวประเภทนี้ กินสัตว์จำพวกแมลงเป็นหลัก มักจะอาศัยอยู่รวมกัน ตามปกติของสัตว์ประเภทนี้

ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาจนอาจทำให้เกิดการสูญพันธ์ของ ค้างคาวคุณกิตติ นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ก็มีปัจจัยภายในด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจาก คุณกิตติ มีช่วงในการผสมพันธ์และตกลูกในช่วงฤดูร้อน การตกลูกแต่ละครั้ง มักจะได้ลูกแค่ ครั้งละ 1 ตัว ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

สำหรับการพบค้างคาวคุณกิตติ นั้น สามารถพบได้ในบางส่วนของประเทศพม่าและบริเวณน้ำตกไทรโยค ประเทศไทย ซึ่งหากจะว่ากันจริงๆ การพบที่จำกัดสถานที่ ปริมาณของการตกลูก ที่เราเห็นในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเป็นห่วงไม่น้อยทีเดียว ว่าอีกไม่นานสัตว์ประเภทนี้ อาจสูญพันธุ์ในไม่ช้า เนื่องจากปัญหาจากการเผาป่า จนทำให้ไม่มีแหล่งที่อยู่และแมลงเป็นอาหาร ก็เริ่มหายาก

รวมไปถึงการถูกรบกวนโดยการท่องเที่ยวของมนุษย์ด้วย เนื่องจากค้างคาวคุณกิตติมีขนาดเล็กมาก ทำให้มีคนไปดักจับ เพื่อนำมาขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว การเปิดถ้ำต่างๆ เพื่อการท่องเที่ยว นอกจากจะเป็นการรบกวนระบบนิเวศน์ ของสถานที่อยู่ของสัตว์ชนิดนี้แล้ว ยังทำให้ยิ่งลดโอกาสในการที่จะแพร่พันธ์ไปอีก ไม่นับรวมถึงการยึดถ้ำเป็นสถานปฏิบัติธรรมและเปิดให้ผู้ที่ศรัทธาเข้ามากราบ ไหว้บูชา มักจะมีกลิ่นธูปและเสียงดังรบกวนจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นับว่าเป็นปัญหากับการมีอยู่ของค้างคาวสายพันธ์นี้ไม่น้อยเหมือนกัน

สำหรับแนวทางในการอนุรักษ์ ค้างคาวคุณกิตติในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่แน่ชัด แต่ก็มีหลายหน่วยงานทีเดียว ที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นค้างคาวที่มีผลต่อระบบนิเวศน์ เป็นตัวช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติอีกหนึ่งชนิด หากปล่อยให้สูญพันธุ์ไปคงน่าเสียดายไม่น้อย

วิธีไล่ค้างคาวให้ไกลบ้าน

ค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง หลายๆคนอาจยังไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ทำประโยชน์ เพราะช่วยกินแมลงน่ารำคาญใจแถมยังสามารถสร้างอันตรายต่อชีวิตของเราได้ เช่น ยุง , แมลงวัน , แมลงศัตรูพืช เป็นต้น แต่ถ้าค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง มาทำรังในแหล่งอันไม่เหมาะสม เช่น ห้องใต้หลังคาของคุณ หรือบริเวณฝ้าหลังคาบ้าน เราก็มีวิธีแนะนำไล่ให้มันไป โดยไม่ต้องมีการเข่นฆ่ากันเกิดขึ้น

เลือกช่วงเวลาเหมาะสม

ให้สังเกตดูว่ามันกำลังอยู่ในช่วงเลี้ยงลูกรึเปล่า เพราะถ้าคุณไล่ค้างคาวตัวพ่อ – แม่ไปก่อนที่ลูกๆ ของพวกมันจะบินได้ พวกมันก็จะตายคาอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตามลูกค้างคาวเมื่อเกิดออกมาแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 5 อาทิตย์ ถึงจะอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง

หาทางเข้า

ให้คุณมองหาขี้ค้างคาว โดยขี้ค้างคาวจะมีชิ้นส่วนของเปลือกแมลงปนอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นมันอาจจะส่องกระทบแสงเวลาโดนแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังมีลักษณะขรุขระ ไม่เหมือนขี้หนู ขอให้หลีกเลี่ยงการสูดดมขี้ค้างคาว เนื่องจากกลิ่นของมันมีพิษถ้าคุณไม่สามารถแกะรอยช่องทางเข้าจากขี้ของมันได้ วิธีต่อมาคือให้คุณจับตาดูให้ดีว่าพวกมันออกมาจากตรงไหนในเวลากลางคืน

ทางเข้าภายในบ้านที่พบบ่อย

  • รอยผนังแตก
  • กระเบื้องหลังคาหลวม
  • กันสาดหลวม
  • บริเวณท่อหรือสายไฟที่ต่อเข้ากับตัวอาคาร
  • ระเบียงบ้านที่ติดอยู่กับส่วนหลักของตัวบ้าน
  • บริเวณหน้าต่างที่อยู่ตรงกับหลังคา
  • รอยแตกตรงมุม

ให้ทำการตรวจเช็คจนมั่นใจ เมื่อคุณไล่มันออกไปหมดได้ทั้งครอบครัวแล้ว หลังจากนั้นก็หาอะไรมาอุดรอยรั่วโดนทันที

เคล็ดลับการไล่ค้างคาว

  • อย่าจับค้างคาว เพราะจับยากมาก อีกทั้งมันอาจจะกัดคุณด้วย
  • จับค้างคาวที่อยู่บนพื้นด้วยพลั่วหรือที่โกยผง แล้วนำไปไว้ข้างนอก อย่าพยายามจับด้วยมือเปล่าเด็ดขาด เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเป็นพาหะของโรคพิษสุนัขบ้าเช่นเดียวกันกับสุนัข หรือแมว
  • วิธีกำจัดค้างคาวโดยไม่ฆ่ามัน มีวิธีเดียวเท่านั้นซึ่งได้ผลจริงนอกจากนี้มันยังผ่านการพิสูจน์มานักต่อนัก แล้ว นั่นก็คือการไล่ออก ส่วนวิธีอื่นๆอาจได้ผลเพียงชั่วคราวหรือไม่ได้ผลเลย
  • สำหรับค้างคาวที่อาศัยอยู่ในบริเวณภายนอกบ้าน คุณสามารถใช้ลูกเหม็นไล่มันได้ แต่ถ้าจะให้ผลดีภายในอาคาร จำเป็นต้องใช้ลูกเหม็นจำนวนมาก มากจนสารเคมีในลูกเหม็นสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่แนะนำวิธีนี้ให้คุณใช้ในบ้าน
  • อย่าใช้ยาฆ่าแมลง เนื่องจากค้างคาวบางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ คุณอาจกำลังฆ่าค้างคาวหายากไปก็ได้ และมันยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถกำจัดมันได้นอกจากการฆ่า อีกทั้งไม่ว่าพวกมันจะบินไปแห่งหนไหน พวกมันก็ทำประโยชน์โดยการกินแมลงรบกวนรวมทั้งแมลงศัตรูพืช เสร็จแล้วก็ถ่ายอุจจาระซึ่งเป็นบำรุงดินชั้นเยี่ยม

ค้างคาวมีสายตาที่ดีจริงไหม

หลายๆ คนคงไม่ทราบว่า เจ้านกมีหูหนูมีปีก หรือสัตว์ที่เราเรียกกันว่าค้างคาว บนโลกนี้มันมีมากกว่า 1,000 ชนิดเลยทีเดียว โดยค้างคาวแต่ล่ะชนิดนอกจากจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันแล้ว มันยังมีอุปนิสัยในการดำรงชีวิตแตกต่างกันอีกด้วย เช่น ค้างคาวส่วนใหญ่ชอบอาศัยอยู่ตามถ้ำ แต่บางชนิดก็อาศัยอยู่ใต้ใบ Heliconia , บ้างชนิดชอบกินแมลง , บางชนิดก็กินเลือด , บางชนิดกินผลไม้อย่างเดียว เป็นต้น

แต่ค้างคาวเกือบทุกสายพันธ์มีนิสัยอย่างหนึ่งซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือมันเป็นสัตว์ชอบออกหากินในตอนกลางคืน จากจุดนี้เอง กลายมาเป็นเหตุทำให้หลายๆคนเกิดความเข้าใจว่า ค้างคาวเป็นสัตว์มีสายตาดี เฉียบแหลม สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางคืน ขณะที่สัตว์อีกมากมายทำไม่ได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันเป็นความเข้าใจผิด เพราะการที่

ค้างคาวสามารถเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงได้ในที่มืด มันไม่ได้ใช้สายตาของมันในการมอง หากแต่อาศัยหูใช้ในการฟังเสียงเป็นหลัก

ในปี ค.ศ. 1780 นาย Lazzaro Spallanzani  นักสัตว์วิทยาชาวอิตาลี ได้ทำการทดลองขึ้นมาอย่างหนึ่ง โดยทำให้ค้างคาวที่เขาเลี้ยงไว้ตาบอด แล้วจึงปล่อยให้ค้างคาวตัวนั้น บินเข้าไปในห้องที่มีแต่เส้นด้ายขึงอยู่อย่างพันกันมั่วไปหมด ผลปรากฏว่าค้างคาวตาบอดตัวนั้น สามารถบินโฉบไปโฉบมาได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับมีตามองเห็น โดยที่ไม่ได้ไปโดนเส้นด้ายซึ่งขึงอยู่แม้แต่เส้นเดียว ขั้นตอนต่อมาเขาได้ทำการทดลองโดยการอุดหูของค้างคาว แล้วปล่อยให้บินไปในห้องเส้นด้ายเช่นเดิม ผลปรากฏว่า ค้างคาวตัวนั้นกลับบินชนเส้นด้ายเส้นแล้วเส้นเล่า จนในที่สุดมันก็ถูกพันตัวอยู่ในกองด้าย จากผลการทดลองนี้ทำให้นาย Lazzaro Spallanzani  ทราบว่า ค้างคาวไม่ได้อาศัยตาของมันในการออกหากินในเวลากลางคืน แต่อาศัยความสามารถของหูของมันต่างหาก

แต่ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการทดลองจนทราบว่า ตอนค้างคาวกำลังบิน มันจะส่งสัญญาณเสียงซึ่งมีความถี่สูงมากเรียกว่า คลื่นเสียงอุลตราโซนิก สูงเกินกว่าที่หูของมนุษย์จะได้ยินเสียอีก เมื่อคลื่นเสียงนี้ไปกระทบกับวัตถุใดๆก็ตาม มันก็จะเกิดการสะท้อนกลับเข้ามาในหูของค้างคาว และจากเวลาที่เสียงนั้นไปกระทบ ค้างคาวก็จะรู้ว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างไกลหรือใกล้จากตัวมันเท่าไหร่ มันก็อาศัยเสียงสะท้อนนี้เอง เพื่อทราบถึงตำแหน่งต่างๆของวัตถุ ซึ่งอยู่ทิศทางที่มันกำลังบินไป ทำให้มันสามารถหลบหลีกและบินไปมาได้อย่างอิสระท่ามกลางความมืด

Banana Bats ค้าวคาวกินกล้วยใกล้จะสูญพันธ์

ค้าวคาวเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่ชอบเท่าไรในบ้านเรา แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าค้างคาวหากไม่นับตามสวนสัตว์เป็นสัตว์ที่หาดูยาก มากชนิดหนึ่ง รวมถึงเป็นสัตว์ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในบ้านเรา หนึ่งในชนิดของค้างคาวที่เราคุ้นเคยกันดีต้องเป็น Banana Bats หรือ แปลเป็นไทยว่า ค้างคาวกินกล้วยนั่นเอง

ค้าวคาวกินกล้วย

เป็นค้างคาวอีกชนิดหนึ่งที่ใกล้จะสูญพันธ์ไปแล้วในบ้านเรา ค้างคาวชนิดนี้เป็นสัตว์ในตระกูล Phyllostomidae นอกจากชื่อนี้แล้วยังมีเป็นที่รู้จักกันในชื่อของค้างคาวจมูกแทรมเป็ต หรือ ค้างคาวโคลิม่าจมูกยาวเป็นต้น ลักษณะพิเศษของมันก็คือจมูกยาวสมชื่อมันนั่นแหละ สำหรับชื่อที่ว่าค้างคาวกล้อย ก็เพราะว่ามันถูกพบในสวนกล้วยนั่นเอง หากเราต้องการจะพบสายพันธุ์พิเศษอย่างนี้ก็ต้องนั่งเครื่องไปไกลถึงดินแดน แถบตะวันตกของเม็กซิโกโน่นเลย

ถิ่นกำเนิดและที่อยู่

เจ้าค้างคาวชนิดนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า ถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก ทางด้านตะวันตกอย่างรัฐโกลีมา รัฐมิโคแคน และ เกร์เรโร่ ค้างคาวกล้วยชนิดนี้มักจะชอบอยู่ตามธรรมชาติที่เขตกึ่งแห้งแล้ง หรือ เขตร้อนชื้นก็เป็นได้ น่าเสียดายว่าปัจจุบันเหลือไม่มากแล้วเนื่องจากถูกคุกคามที่อยู่อาศัยโดย มนุษย์ เคยมีบันทึกไว้ว่าสายพันธุ์นี้ตัวใหญ่ที่สุดมีความยาวประมาณ 1,700 เมตร

อาหารการกิน

ค้าวคาวกินกล้วยเป็นค้างคาวกินพืชชนิดหนึ่งที่ส่วนใหญ่จะทานพวกเค้า เกสรดอกไม้ ใบไม้ หรือน้ำหวานของดอกไม้เป็นอาหาร จมูกที่ยื่นยาวเป็นพิเศษของมันจะเป็นตัวช่วยในการล้วงเพื่อดึง ดูดเกสรดอกไม้ได้เป็นอย่างดี หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นพวกแมลงด้วยก็ในได้บ้างครั้ง หากเราต้องการจะพบตัวมันเลยไม่อยากเท่าไร ซุ่มรออยู่แถวใต้พุ่มดอกไม้ตอนกลางคืนก็จะเจอได้อย่างง่ายดายแล้ว

จุดเด่นของค้างคาวกล้วย

จุดเด่นของค้าวคาชนิดนี้เป็นเรื่องของสรีระของมันที่แตกต่างจากค้างคาว ทั่วไป เห็นได้ชัดเจนคงเป็นเรื่องของเกล็ดบนเส้นขนของมันที่จะหนากว่าชนิดอื่น เข้าใจว่าปีกจะหนากว่าน่าจะเป็นเพราะว่าจะช่วยให้บินได้ดีขึ้นกว่าเดิม อีกส่วนหนึ่งที่เด่นต้องเป็นเรื่องลิ้นที่ยาวถึงยาวมาก ลิ้นของมันยาวประมาณ 1ใน 3 ของความยาวลำตัวของมันเลย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าลิ้นยาวจะช่วยให้การดูดกินเกสร และน้ำหวานของดอกไม้ทำได้ดีและง่ายมากขึ้น เวลาไปเจอดอกไม้ที่มีกลีบมาปิดก็ไม่เป็นปัญหา ใช้ลิ้นยาวล้วงไปดูดได้สบายใจ เป็นค้างคาวอีกชนิดหนึ่งที่มีจุดเด่นมาก ยังไงก็ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้ดู