ค้างคาวอะไรใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ถ้าหากเราจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถบินได้ คงไม่มีใครที่ไม่นึกถึงค้างคาวแน่ๆ และค้างคาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็คือค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งค้างคาวแม่ไก่นั้นที่มีลักษณะร่างกายเหมือนหนูแต่มีปีกสามารถบินได้ ปีกของค้างคาวนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกับนกมาก เพราะปีของค้างคาวมีลักษณะเป็นพังผืดที่ถูกขึงตึงกับนิ้วของมัน มีเล็บที่แหลมคมโค้งยาวเหมือนเล็บเหยี่ยวสามารถยึดเกาะต้นไม้ได้อย่างเหนียว แน่น

ค้างคาวแม่ไก่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเผ่าพันธุ์ของตนเอง เมื่อทันทีที่มันกางปีกพังผืดของมันออกมาจะมีความกว้างกว่า 5 ฟุต หน้าของมันเหมือนคล้ายกับหมาป่า ใบหูเล็กขนคอมีสีทองแดง ปกติค้างคาวนั้นจะออกลูกครั้งละ 1 ตัว เวลาที่ยังเล็กมันจะให้ลูกเกาะที่หน้าอกอยู่ตลอดเวลา มีลักษณะท่าทางห้อยหัวดูดนมที่หน้าอกของมันไปเรื่อยๆ ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน กลางวันมันจะรวมกลุ่มกันนอนพักผ่อนเป็นฝูงใหญ่ เกาะต้นไม้ห้อยหัวตามยอดไม้ หรือริมแม่น้ำเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ถ้าหากมีค้างคาวชนิดนี้อยู่ใกล้ๆ คุณอาจจะรำคาญเสียงของมัน และเกลียดมันที่มาทำงานพืชในไร่สวนของคุณ

ค้างคาวแม่ไก่ส่วนใหญ่มักจะพบเยอะที่สุดในประเทศไทยก็เป็นได้ อาทิเช่น ภาคกลางตอนล่าง ตะวันออก ภาคใต้ตอนบน นอกเหนือจากประเทศไทยแล้วก็อาจจะมีพบบ้างในกัมพูชา ลาว และเวียดนามที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายกัน ค้างคาวชนิดนี้จะกินพืช ผัก ผลไม้เป็นอาหารถ้าหากจุดไหนที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้อยู่เยอะๆ ใกล้สวนของใคร คุณอาจจะต้องเสียผัก ผลไม้ของคุณถึง 3.40-8.50 ตันต่อคืนก็เป็นได้ ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่นั้นเป็นเหมือนสัตว์ที่คอยทำร้ายพืชผล ของเหล่าเกษตรกรรมจนทำให้มีการฆ่าค้างคาว เพื่อป้องกันไม่ให้มาทำลายไร่สวนจนทำให้ค้างคาวแม่ไก่ใกล้ที่จะสูญพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ค้างคาวแม่ไก่นั้นได้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ ปี 2535 ไปแล้ว

ค้างคาวแม่ไก่ ถือว่าเป็นผู้คืนชีวิตให้ป่าเลยก็ว่าได้ เพราะค้างคาวชนิดนี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับระบบนิเวศในประเทศไทย เพราะมันมีบทบาทมากมายไม่ว่าจะเป็น ผสมเกสรดอกไม้ กระจายพันธุ์ไม้ต่างๆ รวมถึงยังควบคุมแมลงทีดีเลยทีเดียว ด้วยที่ว่าค้างคาวแม่ไก่กินแมลงนั้นบางส่วนก็เป็นประโยชน์ของด้านเกษตรกรรม ด้วย เพราะไร่สวนนั้นจะไม่มีแมลงมาทำลายพืช ผักผลไม้ที่ชาวไร่ปลูกไว้จนทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสารพิษแก่ผู้บริโภคที่กินพืชผลไม้นั้นเอง

ค้างคาวพันธุ์คุ้มครองและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ

ค้างคาว เป็นสัตว์ ที่หลายคนอาจจะมองว่าน่ารังเกียจ อยากจะกำจัดไปให้หมดจากโลก แต่รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบัน ด้วยสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการใช้ชีวิตหลายๆ อย่างของมนุษย์ ทำให้ค้างคาวจำนวนมากมีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์ ไปจากโลกนี้ ไม่เฉพาะเพียงแต่ค้างคาวที่เป็นที่รู้จักอย่าง ค้างคาวคุณกิตติและค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อเท่านั้น

เพราะเมื่อได้ทำการค้นคว้าอย่างจริงจัง เกี่ยวกับบัญชีรายชื่อ สัตว์คุ้มครองใกล้สูญพันธุ์ ทำให้เราได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าตกใจพอสมควรว่า มีสายพันธ์กว่า 100 สายพันธุ์ ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ จนต้องได้รับการรับรองในรายชื่อสัตว์คุ้มครอง ซึ่งหลายๆ สายพันธ์ เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ หรือเห็นตัวจริงด้วยซ้ำ เช่น ค้างคาวมงกุฎจมูกแหลมเหนือ (Rhinolophus lepidus) , ค้างคาวหน้ายักษ์ กระบังหน้า , ค้างคาวแม่ไก่เกาะ เป็นต้น ซึ่งรายชื่อของค้างคาวคุ้มครองจำนวนมากที่เราได้เห็นนั้น บ่งบอกถึงอะไรได้หลายอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งการถูกคุกคามโดยมนุษย์ ก็มีผลต่อการมีอยู่ของค้างคาวเหล่านี้เป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะในส่วนของค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ค้างคาวหายาก ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีสัตว์คุ้มครอง ยิ่งต้องบอกว่าอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียว เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มักจะอาศัยอยู่ตามยอดของใบกล้วยที่มีการม้วนเข้าหากัน เท่านั้น และเมื่อใบกล้วยนั้นขยายตัวออก ก็ต้องอพยพย้ายออกไปจากต้นกล้วย

ลักษณะเด่นของ ค้างคาวยอดกล้วยปีกผีเสื้อ ที่เห็นได้ชัดและแตกต่างจากชนิดอื่นๆ ก็คือ เป็นค้างคาวที่มีสีสันสวยงาม เมื่อต้องกับแสงไฟ จะเห็นเป็นสีส้ม ขนาดค่อนข้างเล็กอีกหนึ่งชนิดทีเดียว เพราะมีขนาดของลำตัว จากหัวถึงเท้า มักจะไม่เกิน 10 เซนติเมตร และระยะจากปีกข้างหนึ่ง ถึงปีกอีกข้างหนึ่งเมื่อกางเต็มที่จะอยู่ไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ซึ่งโดยปกติแล้ว เราแทบไม่มีโอกาสจะหาค้างคาวชนิดนี้เจอได้อย่างง่ายๆ เลย เนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินแมลงตามธรรมชาติ แหล่งที่อยู่ของมัน จึงมักอยู่ในป่าลึก หรือที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งหาได้น้อยมากในประเทศไทย และที่สำคัญ คือ เรายังไม่สามารถทำการเพาะพันธุ์ ค้างคาวประเภทนี้ได้เอง ต้องรอให้เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น เลยทำให้น่ากังวลใจว่าอาจสูญพันธ์ได้ในไม่ช้า

ถึงแม้ว่าเราอาจไม่ชอบนักกับสัตว์จำพวกนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีอยู่ของค้างคาวไม่ว่าจะเป็นสายพันธ์ใด ถือว่าเป็นตัววัดได้ดีเลยว่า ระบบนิเวศน์ของบ้านเรานั้น ดีขึ้นหรือแย่ลง หากสูญพันธุ์ไปจริงๆ นั่นอาจหมายความว่ามนุษย์อาจสูญพันธุ์ตามไปในไม่ช้าก็เป็นได้

เกี่ยวกับค้างคาวคุณกิตติ

ถ้าพูดถึงสัตว์คุ้มครอง หรือสัตว์หายาก หลายคนนึกถึงสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างเสือดำ หรือเหล่านกหายากเป็นส่วนใหญ่ แต่หลายคนไม่รู้ก็คือ ค้างคาวบางชนิด ก็ถือว่าเป็นสัตว์เริ่มหายากในบ้านเราแล้วเหมือนกัน เนื่องจากไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยายพันธุ์ อีกทั้งแมลง ผลไม้ ที่เป็นอาหารของสัตว์ประเภทนี้เริ่มหายากขึ้นทุกวัน และมีอยู่ในสาระบบการบริโภคของมนุษย์ ก็มักจะเป็นผลไม้ที่มีการให้ยา สารเคมีจำนวนมากเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งหากค้างคาวเหล่านั้นกินเข้าไป อาจตายได้ สำหรับเราจะพูดถึงก็คือ ค้างคาวคุณกิตติ

ซึ่งค้างคาวคุณกิตติ ขึ้นชื่อ ว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมีขนาดเพียงแค่ 29-33 mm. เท่านั้น เมื่อวัดขนาดจากปีกข้างหนึ่ง ไปยังปีกอีกข้างหนึ่ง ในขณะกางปีกเต็มที่มีความยาว 160 mm. เท่านั้น ค้างคาวประเภทนี้ กินสัตว์จำพวกแมลงเป็นหลัก มักจะอาศัยอยู่รวมกัน ตามปกติของสัตว์ประเภทนี้

ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาจนอาจทำให้เกิดการสูญพันธ์ของ ค้างคาวคุณกิตติ นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ก็มีปัจจัยภายในด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจาก คุณกิตติ มีช่วงในการผสมพันธ์และตกลูกในช่วงฤดูร้อน การตกลูกแต่ละครั้ง มักจะได้ลูกแค่ ครั้งละ 1 ตัว ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

สำหรับการพบค้างคาวคุณกิตติ นั้น สามารถพบได้ในบางส่วนของประเทศพม่าและบริเวณน้ำตกไทรโยค ประเทศไทย ซึ่งหากจะว่ากันจริงๆ การพบที่จำกัดสถานที่ ปริมาณของการตกลูก ที่เราเห็นในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเป็นห่วงไม่น้อยทีเดียว ว่าอีกไม่นานสัตว์ประเภทนี้ อาจสูญพันธุ์ในไม่ช้า เนื่องจากปัญหาจากการเผาป่า จนทำให้ไม่มีแหล่งที่อยู่และแมลงเป็นอาหาร ก็เริ่มหายาก

รวมไปถึงการถูกรบกวนโดยการท่องเที่ยวของมนุษย์ด้วย เนื่องจากค้างคาวคุณกิตติมีขนาดเล็กมาก ทำให้มีคนไปดักจับ เพื่อนำมาขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว การเปิดถ้ำต่างๆ เพื่อการท่องเที่ยว นอกจากจะเป็นการรบกวนระบบนิเวศน์ ของสถานที่อยู่ของสัตว์ชนิดนี้แล้ว ยังทำให้ยิ่งลดโอกาสในการที่จะแพร่พันธ์ไปอีก ไม่นับรวมถึงการยึดถ้ำเป็นสถานปฏิบัติธรรมและเปิดให้ผู้ที่ศรัทธาเข้ามากราบ ไหว้บูชา มักจะมีกลิ่นธูปและเสียงดังรบกวนจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นับว่าเป็นปัญหากับการมีอยู่ของค้างคาวสายพันธ์นี้ไม่น้อยเหมือนกัน

สำหรับแนวทางในการอนุรักษ์ ค้างคาวคุณกิตติในประเทศไทยปัจจุบันยังไม่แน่ชัด แต่ก็มีหลายหน่วยงานทีเดียว ที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นค้างคาวที่มีผลต่อระบบนิเวศน์ เป็นตัวช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติอีกหนึ่งชนิด หากปล่อยให้สูญพันธุ์ไปคงน่าเสียดายไม่น้อย

วิธีไล่ค้างคาวให้ไกลบ้าน

ค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง หลายๆคนอาจยังไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ทำประโยชน์ เพราะช่วยกินแมลงน่ารำคาญใจแถมยังสามารถสร้างอันตรายต่อชีวิตของเราได้ เช่น ยุง , แมลงวัน , แมลงศัตรูพืช เป็นต้น แต่ถ้าค้างคาวที่อาศัยอยู่ในเมือง มาทำรังในแหล่งอันไม่เหมาะสม เช่น ห้องใต้หลังคาของคุณ หรือบริเวณฝ้าหลังคาบ้าน เราก็มีวิธีแนะนำไล่ให้มันไป โดยไม่ต้องมีการเข่นฆ่ากันเกิดขึ้น

เลือกช่วงเวลาเหมาะสม

ให้สังเกตดูว่ามันกำลังอยู่ในช่วงเลี้ยงลูกรึเปล่า เพราะถ้าคุณไล่ค้างคาวตัวพ่อ – แม่ไปก่อนที่ลูกๆ ของพวกมันจะบินได้ พวกมันก็จะตายคาอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตามลูกค้างคาวเมื่อเกิดออกมาแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 5 อาทิตย์ ถึงจะอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง

หาทางเข้า

ให้คุณมองหาขี้ค้างคาว โดยขี้ค้างคาวจะมีชิ้นส่วนของเปลือกแมลงปนอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นมันอาจจะส่องกระทบแสงเวลาโดนแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังมีลักษณะขรุขระ ไม่เหมือนขี้หนู ขอให้หลีกเลี่ยงการสูดดมขี้ค้างคาว เนื่องจากกลิ่นของมันมีพิษถ้าคุณไม่สามารถแกะรอยช่องทางเข้าจากขี้ของมันได้ วิธีต่อมาคือให้คุณจับตาดูให้ดีว่าพวกมันออกมาจากตรงไหนในเวลากลางคืน

ทางเข้าภายในบ้านที่พบบ่อย

  • รอยผนังแตก
  • กระเบื้องหลังคาหลวม
  • กันสาดหลวม
  • บริเวณท่อหรือสายไฟที่ต่อเข้ากับตัวอาคาร
  • ระเบียงบ้านที่ติดอยู่กับส่วนหลักของตัวบ้าน
  • บริเวณหน้าต่างที่อยู่ตรงกับหลังคา
  • รอยแตกตรงมุม

ให้ทำการตรวจเช็คจนมั่นใจ เมื่อคุณไล่มันออกไปหมดได้ทั้งครอบครัวแล้ว หลังจากนั้นก็หาอะไรมาอุดรอยรั่วโดนทันที

เคล็ดลับการไล่ค้างคาว

  • อย่าจับค้างคาว เพราะจับยากมาก อีกทั้งมันอาจจะกัดคุณด้วย
  • จับค้างคาวที่อยู่บนพื้นด้วยพลั่วหรือที่โกยผง แล้วนำไปไว้ข้างนอก อย่าพยายามจับด้วยมือเปล่าเด็ดขาด เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเป็นพาหะของโรคพิษสุนัขบ้าเช่นเดียวกันกับสุนัข หรือแมว
  • วิธีกำจัดค้างคาวโดยไม่ฆ่ามัน มีวิธีเดียวเท่านั้นซึ่งได้ผลจริงนอกจากนี้มันยังผ่านการพิสูจน์มานักต่อนัก แล้ว นั่นก็คือการไล่ออก ส่วนวิธีอื่นๆอาจได้ผลเพียงชั่วคราวหรือไม่ได้ผลเลย
  • สำหรับค้างคาวที่อาศัยอยู่ในบริเวณภายนอกบ้าน คุณสามารถใช้ลูกเหม็นไล่มันได้ แต่ถ้าจะให้ผลดีภายในอาคาร จำเป็นต้องใช้ลูกเหม็นจำนวนมาก มากจนสารเคมีในลูกเหม็นสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่แนะนำวิธีนี้ให้คุณใช้ในบ้าน
  • อย่าใช้ยาฆ่าแมลง เนื่องจากค้างคาวบางสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ คุณอาจกำลังฆ่าค้างคาวหายากไปก็ได้ และมันยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถกำจัดมันได้นอกจากการฆ่า อีกทั้งไม่ว่าพวกมันจะบินไปแห่งหนไหน พวกมันก็ทำประโยชน์โดยการกินแมลงรบกวนรวมทั้งแมลงศัตรูพืช เสร็จแล้วก็ถ่ายอุจจาระซึ่งเป็นบำรุงดินชั้นเยี่ยม

ค้างคาวมีสายตาที่ดีจริงไหม

หลายๆ คนคงไม่ทราบว่า เจ้านกมีหูหนูมีปีก หรือสัตว์ที่เราเรียกกันว่าค้างคาว บนโลกนี้มันมีมากกว่า 1,000 ชนิดเลยทีเดียว โดยค้างคาวแต่ล่ะชนิดนอกจากจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันแล้ว มันยังมีอุปนิสัยในการดำรงชีวิตแตกต่างกันอีกด้วย เช่น ค้างคาวส่วนใหญ่ชอบอาศัยอยู่ตามถ้ำ แต่บางชนิดก็อาศัยอยู่ใต้ใบ Heliconia , บ้างชนิดชอบกินแมลง , บางชนิดก็กินเลือด , บางชนิดกินผลไม้อย่างเดียว เป็นต้น

แต่ค้างคาวเกือบทุกสายพันธ์มีนิสัยอย่างหนึ่งซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือมันเป็นสัตว์ชอบออกหากินในตอนกลางคืน จากจุดนี้เอง กลายมาเป็นเหตุทำให้หลายๆคนเกิดความเข้าใจว่า ค้างคาวเป็นสัตว์มีสายตาดี เฉียบแหลม สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางคืน ขณะที่สัตว์อีกมากมายทำไม่ได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันเป็นความเข้าใจผิด เพราะการที่

ค้างคาวสามารถเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉงได้ในที่มืด มันไม่ได้ใช้สายตาของมันในการมอง หากแต่อาศัยหูใช้ในการฟังเสียงเป็นหลัก

ในปี ค.ศ. 1780 นาย Lazzaro Spallanzani  นักสัตว์วิทยาชาวอิตาลี ได้ทำการทดลองขึ้นมาอย่างหนึ่ง โดยทำให้ค้างคาวที่เขาเลี้ยงไว้ตาบอด แล้วจึงปล่อยให้ค้างคาวตัวนั้น บินเข้าไปในห้องที่มีแต่เส้นด้ายขึงอยู่อย่างพันกันมั่วไปหมด ผลปรากฏว่าค้างคาวตาบอดตัวนั้น สามารถบินโฉบไปโฉบมาได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับมีตามองเห็น โดยที่ไม่ได้ไปโดนเส้นด้ายซึ่งขึงอยู่แม้แต่เส้นเดียว ขั้นตอนต่อมาเขาได้ทำการทดลองโดยการอุดหูของค้างคาว แล้วปล่อยให้บินไปในห้องเส้นด้ายเช่นเดิม ผลปรากฏว่า ค้างคาวตัวนั้นกลับบินชนเส้นด้ายเส้นแล้วเส้นเล่า จนในที่สุดมันก็ถูกพันตัวอยู่ในกองด้าย จากผลการทดลองนี้ทำให้นาย Lazzaro Spallanzani  ทราบว่า ค้างคาวไม่ได้อาศัยตาของมันในการออกหากินในเวลากลางคืน แต่อาศัยความสามารถของหูของมันต่างหาก

แต่ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ทำการทดลองจนทราบว่า ตอนค้างคาวกำลังบิน มันจะส่งสัญญาณเสียงซึ่งมีความถี่สูงมากเรียกว่า คลื่นเสียงอุลตราโซนิก สูงเกินกว่าที่หูของมนุษย์จะได้ยินเสียอีก เมื่อคลื่นเสียงนี้ไปกระทบกับวัตถุใดๆก็ตาม มันก็จะเกิดการสะท้อนกลับเข้ามาในหูของค้างคาว และจากเวลาที่เสียงนั้นไปกระทบ ค้างคาวก็จะรู้ว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างไกลหรือใกล้จากตัวมันเท่าไหร่ มันก็อาศัยเสียงสะท้อนนี้เอง เพื่อทราบถึงตำแหน่งต่างๆของวัตถุ ซึ่งอยู่ทิศทางที่มันกำลังบินไป ทำให้มันสามารถหลบหลีกและบินไปมาได้อย่างอิสระท่ามกลางความมืด

Banana Bats ค้าวคาวกินกล้วยใกล้จะสูญพันธ์

ค้าวคาวเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่ชอบเท่าไรในบ้านเรา แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าค้างคาวหากไม่นับตามสวนสัตว์เป็นสัตว์ที่หาดูยาก มากชนิดหนึ่ง รวมถึงเป็นสัตว์ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในบ้านเรา หนึ่งในชนิดของค้างคาวที่เราคุ้นเคยกันดีต้องเป็น Banana Bats หรือ แปลเป็นไทยว่า ค้างคาวกินกล้วยนั่นเอง

ค้าวคาวกินกล้วย

เป็นค้างคาวอีกชนิดหนึ่งที่ใกล้จะสูญพันธ์ไปแล้วในบ้านเรา ค้างคาวชนิดนี้เป็นสัตว์ในตระกูล Phyllostomidae นอกจากชื่อนี้แล้วยังมีเป็นที่รู้จักกันในชื่อของค้างคาวจมูกแทรมเป็ต หรือ ค้างคาวโคลิม่าจมูกยาวเป็นต้น ลักษณะพิเศษของมันก็คือจมูกยาวสมชื่อมันนั่นแหละ สำหรับชื่อที่ว่าค้างคาวกล้อย ก็เพราะว่ามันถูกพบในสวนกล้วยนั่นเอง หากเราต้องการจะพบสายพันธุ์พิเศษอย่างนี้ก็ต้องนั่งเครื่องไปไกลถึงดินแดน แถบตะวันตกของเม็กซิโกโน่นเลย

ถิ่นกำเนิดและที่อยู่

เจ้าค้างคาวชนิดนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า ถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก ทางด้านตะวันตกอย่างรัฐโกลีมา รัฐมิโคแคน และ เกร์เรโร่ ค้างคาวกล้วยชนิดนี้มักจะชอบอยู่ตามธรรมชาติที่เขตกึ่งแห้งแล้ง หรือ เขตร้อนชื้นก็เป็นได้ น่าเสียดายว่าปัจจุบันเหลือไม่มากแล้วเนื่องจากถูกคุกคามที่อยู่อาศัยโดย มนุษย์ เคยมีบันทึกไว้ว่าสายพันธุ์นี้ตัวใหญ่ที่สุดมีความยาวประมาณ 1,700 เมตร

อาหารการกิน

ค้าวคาวกินกล้วยเป็นค้างคาวกินพืชชนิดหนึ่งที่ส่วนใหญ่จะทานพวกเค้า เกสรดอกไม้ ใบไม้ หรือน้ำหวานของดอกไม้เป็นอาหาร จมูกที่ยื่นยาวเป็นพิเศษของมันจะเป็นตัวช่วยในการล้วงเพื่อดึง ดูดเกสรดอกไม้ได้เป็นอย่างดี หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นพวกแมลงด้วยก็ในได้บ้างครั้ง หากเราต้องการจะพบตัวมันเลยไม่อยากเท่าไร ซุ่มรออยู่แถวใต้พุ่มดอกไม้ตอนกลางคืนก็จะเจอได้อย่างง่ายดายแล้ว

จุดเด่นของค้างคาวกล้วย

จุดเด่นของค้าวคาชนิดนี้เป็นเรื่องของสรีระของมันที่แตกต่างจากค้างคาว ทั่วไป เห็นได้ชัดเจนคงเป็นเรื่องของเกล็ดบนเส้นขนของมันที่จะหนากว่าชนิดอื่น เข้าใจว่าปีกจะหนากว่าน่าจะเป็นเพราะว่าจะช่วยให้บินได้ดีขึ้นกว่าเดิม อีกส่วนหนึ่งที่เด่นต้องเป็นเรื่องลิ้นที่ยาวถึงยาวมาก ลิ้นของมันยาวประมาณ 1ใน 3 ของความยาวลำตัวของมันเลย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าลิ้นยาวจะช่วยให้การดูดกินเกสร และน้ำหวานของดอกไม้ทำได้ดีและง่ายมากขึ้น เวลาไปเจอดอกไม้ที่มีกลีบมาปิดก็ไม่เป็นปัญหา ใช้ลิ้นยาวล้วงไปดูดได้สบายใจ เป็นค้างคาวอีกชนิดหนึ่งที่มีจุดเด่นมาก ยังไงก็ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้ดู

ประวัติของค้างคาว Natalus

หากพูดถึงค้าวคาวแล้วล่ะก็บนโลกนี้มีค้างคาวมากมายหลายพันธุ์หลากชนิด ถิ่นอยู่อาศัยก็ต่างกัน วันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับค้างคาวอีกสายพันธุ์นึง ซึ่งมีถิ่นที่อยู่บริเวณเม็กซิโก แถมยังมีลักษณะของใบหน้าอันแปลก ตัวเล็กน่ารักมาให้รู้จักกัน

ค้างคาวชนิดนี้คือ ค้างคาว Natalus คุณจะพบค้างคาว Natalus ได้ในบริเวณเม็กซิโกจวบจนไปยังบราซิลและบริเวณหมู่เกาะแคริบเบียน ค้างคาว Natalus เป็นค้างคาวมีรูปร่างหุ่นเพรียวอีกทั้งยังมีหางยาวแบบผิดปกติ มีใบหูทั้ง 2 ข้างเป็นรูปกรวย รูปร่างมีขนาดเล็กเพียง 3.5 – 5.5 เซนติเมตรเท่านั้นเอง มีขนยาวสีน้ำตาล, สีเทา, สีเหลือง, หรือสีแดง ตัวผู้ที่โตเต็มวัยจะมีตัวขนาดใหญ่ มีการปรากฏของต่อมขนาดใหญ่ตามกล้ามเนื้อหรือบนใบหน้า บริเวณกะโหลกของพวกเขามีความละเอียดอ่อน ใบหน้ายุบเล็ก   สมองมีลักษณะเล็กกลมคล้ายๆไข่มุกแต่ก็มีความแคบ พวกเขามีฟันทั้งหมดสิบเก้าซี่รวมกันทั้งด้านบนด้านล่าง ค้างคาว Natalus ก็เหมือนค้างคาวชนิดอื่นทั่วๆ ไป  คือกินแมลงเป็นอาหารและอาศัยอยู่ในถ้ำ ค้างคาว Natalus มีวงศ์สกุลเป็นคล้ายกับ Furipteridae และ Thyropteridae ทั้งสามวงศ์สกุลมีช่วงทางภูมิศาสตร์เหมือนกัน ทุกสายพันธุ์ในตระกูลนี้มีลักษณะปลายจมูกงอ ดวงตาไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัด รูจมูกรูปไข่ตั้งอยู่บริเวณใกล้กันและตั้งอยู่ใกล้ขอบของริมฝีปาก

ลักษณะพิเศษของ Natalus มีโครงสร้างอันแปลกประหลาดบนใบหน้าหรือปากกระบอกของตัวผู้ที่โตเต็มวัย โครงสร้างดังลักษณะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นอวัยวะอันเป็นเนื้องอก มันถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ประสาท แต่ก็สามารถจะมีส่วนร่วมในการทำงานของต่อม แต่ดูเหมือนว่าจะพบได้ใน Natalus เท่านั้น มันมีปีกยาวอีกทั้งขาค่อนข้างเปราะบาง นิ้วหัวแม่มือยังสั้นมาก นิ้วข้อที่สองไม่มีกระดูกอ่อน สายพันธุ์นี้มีลักษณะพิเศษหลายอย่างอันแตกต่างจากสายพันธ์อื่นในครอบครัว Chilonatalus micropus เพราะมันเป็นค้างคาวที่เล็กรวมทั้งมีความละเอียดที่สุด ริมฝีปากล่างจะยื่นออกไปยังด้านนอก นอกจากนี้ยังมีขนาดเล็กมีลักษณะแนวนอน จากโครงสร้างนี้ดูเหมือนปากด้านล่างที่สอง

Natalus มีขนหนาแน่น ขนยาวมากปกคลุมไปทั่วร่างกาย สีของขนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งในร่างกาย ในบริเวณด้านหลังขนเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ฐานของเส้นผมมีสีแดงหรือสีน้ำตาลเกาลัด ผมเป็นสีเหลืองอ่อนเหมือนกันทุกเส้น ค้างคาวเหล่านี้มีรูปแบบฟันแบบตัว W  ที่พัฒนามาอย่างดี ฟันหน้าที่ 3 แยกจากอีกสองอัน มีพัฒนาการดี ตั้งเด่นสะดุดตานอกเหนือจากฟันอื่นๆ ฟันกรามมีความใกล้เคียงกับฟันอื่นๆ และตัวฟันกรามเองก็มีขนาดรูปทรงใกล้เคียงกัน

ประวัติของค้างคาว Vampire bat

ค้างคาวในโลกนี้ถึงแม้มองเผินๆมันมีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กันก็ตามที แต่ถ้าลองนำมาจำแนกสายพันธุ์แล้วล่ะก็สามารถแบ่งออกเป็นได้หลายชนิด ค้างคาวที่เราจะนำมาแนะนำให้รู้จักกันในวันนี้มีชื่อว่า ค้างคาวดูดเลือด หรือ  Vampire Bat พอเรียกชื่อของมันอย่างนี้คงทำให้หลายๆ คนเกิดความเข้าใจผิดเป็นแน่  อาจคิดว่ามันกินอาหารโดยใช้วิธีการดูดเลือดจากเหยื่อเหมือนกับ Vampire อย่าง Count Dracula แต่ความจริงแล้วเจ้าค้างคาวชนิดนี้มันไม่ได้เอาเขี้ยวเจาะแล้วดูดเลือด เหมือนเจาะกล่องน้ำส้มกินหรอกนะ สิ่งที่มันทำคือใช้ลิ้นเลียเลือดจากบาดแผลของเหยื่อต่างหาก ด้วยความที่มันกินเลือดเป็นอาหารนี่เองจึงได้ชื่อว่า Vampire bat

Vampire bat มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบชิลีและอาร์เจนตินา มันมีขนาดตัวเล็กน่ารัก อีกทั้งยังชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ๆ มักใช้ถ้ำเป็นบ้าน โดยเฉพาะถ้ำบริเวณเขตป่าดิบชื้น Vampire bat ออกหากินในเวลากลางคืน และอาหารที่มันชอบที่สุดก็คือเลือดจากสัตว์เลือดอุ่น เช่น วัว , ช้าง , หมู เป็นต้น

ส่วนสาเหตุที่ Vampire bat กินแต่เลือดของสัตว์จำพวกนี้เท่านั้น  เป็นเพราะสายตาของ Vampire bat จะมองเห็นในตอนกลางคืนเป็นภาพ Infrared จึงทำให้พวกมันเห็นอุณหภูมิของร่างกายของสัตว์เลือดอุ่นได้ดีกว่าสัตว์อื่นๆ นั่นเอง

แม้ Vampire bat จะมีรูปร่างตัวเล็กมินิ  แต่อาวุธของมันกลับไม่เบาตามขนาดตัวเลย สิ่งที่มันใช้โจมตีเหยื่อคือฟันคู่หน้าอันแหลมคม โดยมันจะเล็งไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของเหยื่อผู้โชคร้าย รวมทั้งการที่พวกมันออกหากินตอนกลางคืน ยิ่งเป็นการได้เปรียบเพราะเป็นช่วงเวลาสัตว์ตัวอื่นพักผ่อนกันหมดแล้ว  ดังนั้นมันจึงสามารถเข้าโจมตีได้อย่างสบายๆ ซึ่งในน้ำลายของ Vampire bat จะมี Enzyme ทำให้เลือดจากปากแผลไม่แข็งตัว เลือดก็จะไหลไม่หยุดจนกว่าจะไหลจนหมดจากร่างกาย  นอกจากนี้ในระหว่างที่ Vampire bat สังหารเหยื่อมันก็จะปัสสาวะออกมาด้วย เพราะมันต้องกินเลือดเข้าไปในปริมาณมาก หากไม่ระบายน้ำส่วนเกินออกไปบ้างมันก็จะบินไม่ขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ Vampire bat มีความเป็นครอบครัวมาก  ทั้งพ่อและแม่จะเลี้ยงดูลูกอ่อนที่ยังไม่สามารถบินได้เป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งจะนำเลือดกลับมาให้ และยังนำมาให้ค้างคาวเพื่อนๆที่กินไม่อิ่มด้วยเชื่อว่าหลังอ่านจบหลายคนๆ คงเริ่มกลัวขึ้นมานิดๆ และเกิดความสงสัยว่าเจ้า Vampire bat มันดูดเลือดมนุษย์ด้วยหรือเปล่า คำตอบคือไม่ต้องกังวลไป ถ้าพวกมันไม่หิวจัดๆ จนหน้ามืดตาลายจริงๆ มนุษย์ก็ยังไม่ใช่เหยื่ออันโอชะของพวกมันอย่างแน่นอน