มูลค้างคาวมีประโยชน์อย่างไร

Bat-droppings

ค้างคาว เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มักจะอาศัยอยู่ตามถ้ำ ตามโพรง เป็นฝูง เพราะด้วยลักษณะของสัตว์ชนิดนี้ คือ เป็นสัตว์หากินตอนกลางคืน และใช้การสื่อสารด้วยคลื่นเสียง การอยู่ในถ้ำจึงปลอดภัยที่สุด อาหารของค้างราวส่วนใหญ่ ไม่ใช่เลือดอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะส่วนใหญ่มักจะกินอาหารจำพวก ผลไม้หรือแมลงซะมากกว่า

สำหรับตอนนี้ สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ นอกจากเรื่องของการกินอยู่แล้ว เรื่องของมูลค้างคาว ก็ถือว่าเป็นกระแสอย่างมากมายทีเดียวสำหรับวงการเกษตร เพราะเชื่อกันว่าสามารถนำมาเป็นปุ๋ย เพื่อเร่งดอก เร่งผลของพืชได้อย่างเห็นผลชัดเจน ส่วนจะเป็นเพราะเหตุผลอะไรนั้น เรามีคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้มาฝาก

มูลค้างคาวอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสสูง

ทำให้เมื่อนำมาทำเป็นปุ๋ย สำหรับใส่ต้นไม้ betflik pg สามารถกระตุ้นการเกิดดอกผลได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้สารอาหารในมูลค้างคาวมักขึ้นอยู่กับแหล่งอาหารของค้างคาวเหล่านั้นด้วยว่า เป็นอย่างไร และการนำมูลค้างคาวมาใช้ ไม่สามารถจะใช้งานแบบเดี่ยวๆ ได้ จำเป็นต้องมีการนำมาผสมกับสารอาหารอื่นๆ ก่อนเสมอ เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อต้นไม้

มูลค้างคาวช่วยปรับปรุงดิน

เพราะ มูลค้างคาวนั้นมีสารอาหารมากมาย ทั้งยังอุดมไปด้วยฟูลิก แอซิด นอกจากทำให้ดินร่วนโปร่ง แล้วยังช่วยในการกระตุ้นให้รากของพืชมีการเจริญเติบโต และแผ่กระจายตัวได้มากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับการให้ปุ๋ยเคมี มักทำให้ดินจับกันเป็นก้อน จากสารที่ช่วยให้เม็ดปุ๋ยคงตัว ทำให้การไหลเวียนของออกซิเจนทำได้น้อยกว่า

มูลค้างคาวแก้ปัญหาเชื้อราในพืชได้

ในมูลค้างความมีสารที่ชื่อว่า ไคโตซาน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดีแล้ว ยังช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ ในพืชได้เป็นอย่างดี เพราะไคโตซานทำหน้าที่ในการช่วยให้พืชมีความต้านทานต่อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้แล้ว การนำเอามูลค้างคาวมาใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร ยังเป็นการช่วยลดปัญหาที่อาจจะเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมากมาย และช่วยในการเพิ่มผลผลิตให้กับพืชได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลไม้ เพราะมีหลายๆ รีวิวทีเดียว บอกว่าการใช้ปุ๋ยมูลของค้างคาวเป็นประจำ ทำให้ผลไม้ที่ได้ นอกจากมีลูกใหญ่แล้ว รสชาติยังหอมหวาน มากกว่าผลไม้ที่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีในการเร่งดอก และผล ซึ่งนี่เองถือว่าเป็นภูมิปัญญาไทยอีกอย่างหนึ่งที่เหมาะกับการนำมาประยุกต์ เข้ากับการเกษตร ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

ลักษณะเด่นของค้างคาวมีอะไรบ้าง

Remarkable-feature

ค้างคาวเป็นสัตว์ที่มีความเป็นเอกลักษณะเฉพาะตัวหลายอย่าง ทำให้มันเป็นนักล่าทีเก่งกาจในตอนกลางคืน ถึงแม้ว่ามันะไม่ได้ใช้ตาในการมองก็ตาม ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว พวกค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่สามารถบินได้ และก็เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นๆ พวกมันให้อาหารลูกน้อยของมันด้วยน้ำนม การที่เราไม่ค่อยจะพบเห็นพวกมันในชีวิตประจำวันของพวกเรา ก็เพราะว่าค้างคาวเป็นพวกหากินตอนกลางคืน เมื่อพระอาทิตย์ตก พวกมันก็จะบินออกมากันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ และจะกลับมานอนในเวลากลางวันโดย

ส่วนที่น่าแปลกและเป็นเอกลักษณ์สุดๆ ก็คือท่านอนห้อยหัวของเหล่าค้างคาว ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ปัจจุบันนี้มีการสำรวจจนทราบว่ามีค้างคาวกว่า 1,100 สายพันธุ์ทั่วโลก พวกมันสามารถอยู่ได้เกือบทุกที่ ยกเว้นสถานที่ๆ มีอุณหภูมิหนาวเย็นจัด ด้วยปกติแล้วพวกมันจะอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ถ้าเกิดสังเกตเห็นพวกมันซักตัวบินไปมา ให้เดาไว้ได้เลยว่าพวกที่เหลือของมันอยู่ใกล้ๆ ในบริเวณนั้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับค้างคาว วันนี้เราจะพากันไปดูว่าทำไมพวกมันถึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่ง

1.ลักษณะทางกายภาพ

ค้างคาวมีหลากสายพันธุ์ มีตั้งแต่ขนาดตัวเล็ก จนถึงขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ สายพันธุ์ที่ใหญ่สุดอาจมีปีกที่กางได้กว้างถึง 1.5 เมตร ในขณะที่เดียวเล็กอาจมีขนาดเพียง 15 เซนติเมตรเท่านั้น ปากของพวกมันมีฝันคล้ายกับหนู หรือสุนัขจิ้งจอก มีหัวขนาดใหญ่ชี้ตั้ง และมีสีหลักๆ ได้แก่สีเทา และสีน้ำตาล

แขนของพวกค้างคาวจะมีความยาวมาก บวกกับมือที่มีเล็บที่ยาวเช่นเดียวกัน เดียวทั้งหมดจะเชื่อมต่ออยู่กับเยื่อกล้ามเนื้อของปีกทำให้พวกมันสามารถบินได้ง่าย พวกมันมีกลไกล็อคกล้ามเนื้อแบบพิเศษ เมื่อพวกมันห้อยหัวอยู่บนที่สูง จะสามารถล็อคเส้นเอ็นที่เท้าให้จิกอยู่กับพื้นผิวที่เกาะแบบไม่มีวันหลุด

2.พวกมันไม่ได้ใช้ดวงตาในการมองเห็น

หลายร้อยปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างสงสัยว่าพวกมันบินในตอนกลางคืนได้อย่างไร และไม่นานนี้เองเราก็เพิ่งจะได้รับคำตอบที่แน่ชัด พวกมันมีความสามารถในการส่งคลื่นความถี่ที่เหนือเสียง หรือ อัลทราโซนิกที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยิน คลื่นพวกนี้จะกระทบกับวัตถุและสะท้อนกลับมา ทำให้ค้างความรู้ได้ว่าข้างหน้า และรอบตัวพวกมันมีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับโซนาร์ที่เรือดำน้ำใช้ หรือเรดาร์บนเครื่องบิน

นักวิชาการเตือนกินค้างคาวเสี่ยงโรคอันตราย

Bats-risk-disease

น้อยคนที่จะรู้นักว่าหนึ่งในสาเหตุหลักๆ ของโรคอีโบล่านั้นเริ่มได้อย่างไร ส่วนใหญ่เราจะเห็นได้ตามพื้นเมืองชนบท จนกระทั่งพวกมันลามมาถึงในเมืองใหญ่ สาเหตุก็เพราะในเขตตามชนบทนั้น มักจะมีอาหารการกินแบบพื้นเมืองตามแบบโบราณ โดยบางส่วนก็มีความแปลกประหลาด อย่างเช่นในประเทศไนจีเรีย โดยเฉพาะชาวบ้านบางกลุ่มที่จะออกไปตามล่าค้างคาวผลไม้มากินกัน หรือนำมาขายในตลาด ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้น จนมีผู้ชีวิตไปกว่า 660 คน ในเวลาเพียง 6 เดือน ความรุนแรงของไวรัสตัวนี้ไม่เป็นที่สงสัยกันนัก เพราะผู้ที่ติดเชื้อจะมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 90% ถึงแม้ว่าจะหายแล้วก็อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักวิชาการจากหลายสถาบัน ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายเหล่านี้

ทางหัวหน้า FAO ได้ออกมาประกาศเตือนว่า “เราไม่ได้แนะนำให้พวกคุณหยุดการล่าสัตว์โดยสินเชิง เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เราอยากให้ทำอย่างถูกวิธี สิ่งที่ทุกคนไม่ควรทำคือการเข้าใกล้ หรือสัมผัสกับสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่ควรนำมากิน หรือนำไปขายในตลาด” อีกทั้งยังบอกต่อเพิ่มเติมอีกว่า “นอกเหนือจากนี้ คือการหลีกเลี่ยงล่าสัตว์ที่มีพฤติกรรมผิดธรรมชาติ หรือป่วยซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดี และให้สันนิฐานไว้พวกมันอาจะเป็นอันตรายได้” อย่างไรก็ตามจากการแนะนำของหัวหน้า FAO ที่ให้หลีกเลี่ยงการฆ่า หรือกินค้างคาวผลไม้ นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าพวกมันยังเป็นอาหารโปรดของหลายๆ ชาติ อย่างในแถบแอฟริกาตะวันตกอีกด้วย

แต่ในความเป็นจริงแล้วเชื้อไวรัสนั้น สามารถถูกทำลายได้เมื่อโดนความร้อนสูงจากการทำอาหาร หรือจากการรมควัน แต่ความเสี่ยงในการติดเชื้อเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมอาหารแล้ว เพราะต้องสัมผัสกับเนื้อสดๆ ของพวกมัน โดยเชื้ออีโบลาสามารถแพร่กระจายผ่านทางเลือด หรือของเหลวในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ นอกจากค้างคาวผลไม้แล้ว ไวรัสยังสามารถแพร่กระจายไปยังสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น วานร หนู หรือดุยเกอร์ เชื้อเริ่มระบาดไปสามประเทศโดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศกินี ไปยังไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน จนไปประเทศสุดท้ายที่ไนจีเรีย ประชากรกว่า 17.5 ล้านคน โดยมีเจ้าหน้าที่ด้านมนุษย์ธรรมติดเชื้อไวรัสไปสองคนในเหตุการณ์ระบาดครั้งนั้น ในปัจจุบันนี้นักวิจัยยังไม่สามารถหาวิธีรักษาพวกมันได้ แถมยังมีปัญหาเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของชาวบ้านที่ไม่เพียงพอ เกี่ยวกับความอันตรายของเชื้อไวรัสต่างๆ ที่มีในสัตว์โดยเฉพาะในค้างซึ่งตอนนี้ก็ยังคงมีการนำมารับประทานกันอยู่ทั่วไป

ลักษณะการดำรงชีวิตของค้างคาว

Maintenance

สิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้เกี่ยกับค้างคาวในปัจจุบันนี้น้อยมาก และมองว่าพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวแลอันตราย โดยรววมแล้วเรารู้ว่าการใช้ชีวิตของค้างคาวไม่ใช่เรื่องที่สะดวกสบายเสียเท่าไหร่ พวกมันจะต้องห้อยหัวนอนในตอนกลางคืน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หน้าตาคล้ายกับหนู และชอบออกหากินกันตอนกลางคืน บางคนบอกว่ามันตาบอด และอะไรอีกหลายๆ อย่างที่เล่าต่อๆ กันมาก แต่วันนี้เราจะมาบอกข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้กันเกี่ยวกับค้างคาว

1.ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้

แน่นอนว่าพวกมันมีปีก และพวกมันก็บินได้ แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งสูงๆ เท่านั้น บางครั้งถ้าเราเห็นพวกมันอยู่ตามพื้นดิน จะเห็นได้ว่าพวกมันไม่สามารถที่จะยกตัวบินเหมือนกับนกทั่วๆ ไปได้ เพราะว่าปีกของมันไม่มีแรงส่งที่มากพอจะดีดตัวขึ้นไปในอากาศนั่นเอง

2.ค้างคาวน้ำตาลกินยุงได้มากกว่า 1,200 ตัว เพียง 1 ชั่วโมง

ในถ้ำหลายแห่งทั่วโลกที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของค้างคาว อย่างในเท็กซัสที่มีประชากรค้างคาวมากกว่า 20 ล้านตัว อาหารการกินของพวกมันส่วนใหญ่เป็นพวกยุงและแมลง ในแต่ละคืนค้างคาวกว่าหลายสิบล้านตัวเหล่านี้ จะกินแมลงมากกว่า 200 ตันในแต่ละคืน

3.ค้างคาวไม่ได้ดูดเลือด

ส่วนใหญ่แล้วเราคิดว่าค้างคาวหากินด้วยการดูดเลือด แต่จริงๆ แล้วพวกมันจะบินไปกัดเหยื่อจนเป็นแผล และมีเลือดออก จากนั้นมันก็จะมาเลียเลือดจากแผลที่มันกัด ซึ่งทิ้งความคิดว่ามันฝังเขี้ยวแล้วดูดเลือดเหมือนในภาพยนต์ทิ้งไปได้เลย

4.พวกมันออกลูกเพียงปีละครั้ง

ไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ที่มักจะออกลูกหลานเป็นโหล อย่างพวกแมว กระต่าย และหนู ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้วพวกมันเป็นสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ มากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กในกลุ่มเดียวกัน

5.ประชากรค้างคาวคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดหรอก ทั่วโลกประกอบไปด้วยค้างคาวกว่า 1,100 สายพันธุ์ ในแต่ละสายพันธุ์ก็มีลูกหลานไม่ต่ำกว่าหลายสิบล้านตัว จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเราจึงเห็นค้างคาวอยู่ทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นในสวนหลังบ้าน หรือในท้องฟ้ายามค่ำคืน

6.พวกมันมีอายุยืนกว่าพวกสัตว์เลี้ยงทั่วไป

อายุขัยโดยเฉลี่ยของพวกมันอยู่ที่ประมาณ 30 ปี เมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กชนิดอื่นๆ แล้ว มีอายุได้ไม่เกิน 2 – 3 ปี ทำให้พวกมันมีความพิเศษเป็นอย่างมากกว่าเพื่อน